ถ่ายรูปตอนเช้าๆ หลังจากคืนฝนตก ดอกไม้ที่หน้าบ้านตัวเอง

ประดิษฐกรรมแห่งยุคสมัยของแพค ที่คิดว่าในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา อุปกรณ์และเทคโนโลยีบางอย่างนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจและมีคุณค่าแก่การจดจำอย่างยิ่ง....
ใครจะไปนึกว่าไม้แบตตียุงที่วิวัฒนาการมาจากเครื่องจับยุงแบบใช้กระแสไฟฟ้าจะเป็นที่นิยมมาก 98% ของบ้านพักอาศัยที่แพคไปนั้นจะต้องเจอไม้แบตตียุงด้วย
ในช่วงแรกเริ่มนั้นไม้แบตตียุงยังไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่ามาจากประเทศใด แต่ผู้ผลิตใหญ่คือประเทศจีนเช่นเคย ในยุคแรกๆไม้แบตตียุงยังต้องใช้พลังงานจากถ่านไฟฉายธรรมดาเท่านั้น แต่เมื่อเทคโนโลยีก้าวไกล ไม้แบตเหล่านี้ก็สามารถมีปลั๊กไฟไว้สำหรับเสียบชาร์ตพลังงานจากไฟบ้านได้ทันที และมีไฟแสดงผลที่ด้ามจับ เพื่อบอกให้รู้ว่าขณะนี้มีพลังงานเหลือเพียงพอที่จะตียุงมั้ย
ต้องยอมรับจริงๆว่าตอนที่เค้าเห่อกันแรกๆนั้นบ้านแพคไม่มีใช้ แต่สักพักนึงเมื่อได้ไปเล่นไม้แบตของป้าข้างบ้าน ก็พบว่ามันสนุกมาก เมื่อได้เอาไม้แบตกวาดเข้าไปในหมู่ยุงจำนวนมหาศาลพร้อมกับเสียงเปรี๊ยๆๆๆๆ ที่เกิดขึ้นเป็น Special Effect ตามมา ทำให้คุณแม่ปลื้มมาก และได้สั่งนำเข้าไม้แบตจำนวนกว่า 4 อันจากตลาดโรงเกลือ
ที่มันมหัศจรรย์มากๆคือ ตอนที่ตื่นนอนมาตอนเช้าแล้วออกไปยืนสูดอากาศนอกบ้าน พบว่ามียุงมากมายบินอยู่ในซอกต้นไม้ ใบไม้ หรือราวผ้าที่มีผ้าตากไว้ จะมียุงเป็นพันๆตัวหลบซ่อนอยู่ และทุกเช้าแพคก็มีความสุขกับการกวาดไม้แบตไปมา ระหว่างรอคนที่บ้าน อาบน้ำ แต่งตัวไปทำงาน
ไม้แบตตียุงนั้นถือว่าเป็นสินค้าที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เนื่องจากได้วางขายในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่อย่าง Tesco ด้วย ดังนั้นจึงต้องยอมรับว่าของเค้าแรงจริงๆ
เคยคุยอีเมล์กับคนดังปะครับ ตั้งแต่เกิดมาแพคไม่เคยทำอะไรแบบนั้นหรอก จนกระทั่งไม่นานนี้ที่ได้มีโอกาสไปงานบรรยายของ Sam Buxton ที่ TCDC ตอนเดือนตุลาคม แล้วแพคก็เกิดปลื้มเค้าขึ้นมาเฉยๆ เลยเข้าไป Google แล้วก็อีเมล์ไปบอกเค้าว่าชอบที่เค้ามาบรรรยายมากๆ แล้วเค้าก็ตอบมาด้วย !!!
Sam Buxton เป็นนักออกแบบที่มีชื่อเสียงมากๆจากการออกแบบ Mikro หรือการออกแบบให้โครงสร้างงานประดิษฐ์ ที่สามารถเกิดขึ้นได้จากเหล็กบางๆเพียงแผ่นเดียว ผลงานของ Sam ไม่ใช่ Mass-Design แต่เป็นการสร้างตัวตนของเค้าผ่านงานออกแบบหลายๆชิ้น
ตัว Mikro เองก็เป็นสินค้าที่ขายได้อยู่ อันนึงก็แพงสมเนื้อเลย เอามาก็ไม่ได้ใช้อะไรนอกจากสวย

หน้าตาของ Mikro มันก็เป็นแบบนี้อะครับ ทำจากเหล็กบางๆแผนนึง แล้วสามารถสร้างให้เกิดรูปทรง 3 มิติได้

ถึง Mikro จะไม่สามารถทำอะไรได้เลยนอกจากสวย แต่หลายๆบริษัทก็จ้างให้ Sam ทำ Mikro หลายๆแบบ ตอนนี้ Sam ก็รวยด้วย Mikro ไปแล้ว อิจฉาจัง

Mikro ของโมโต
ผลงานของ Buxton เป็นที่รู้จักกันดีในยุโรปและญี่ปุ่น หนังสือหลายๆเล่มได้สัมภาษณ์เค้าด้วย


ใครอยากดูผลงานของเค้าอีกลองไปที่ Mikroworld.comนะครับ
จากการที่เป็นคนนิสัยไม่ดี พิมพ์คีย์บอร์ดแบบไม่มองไม่ได้ ทำให้มันติดเป็นนิสัย ถึงแม้จะพิมพ์เร็วก็ตาม แต่ทุกครั้งที่มีการพิมพ์ผิด ทำให้เราไม่ได้สังเกต การทำงานส่งที่ทำงาน แพคมักจะพิมพ์งานผิดตลอด เพราะการไม่มองคีย์บอร์ด
นอกจากนี้ปัญหาอื่นๆที่เจอคือ ปัญหานิ้วพลาดไปโดน Caps Lock ซึ่งน่ารำคาญมาก ทำไมปุ่ม Caps Lock ต้องมาอยู่ในตำแหน่งที่เราไม่ต้องการด้วย ตรง Caps Lock น่าจะทำอะไรอย่างอื่นได้เยอะกว่านั้น
ปัญหาไม่ได้มีแค่แพคคนเดียว แต่เค้ามี วัน Caps Off Day คือวันที่ 22 ตุลาคม ของทุกปี และมีการออกแบบคีย์บอร์ดที่ไม่ต้องการ Caps Lock ด้วย
หากพูดว่า SHAMPOO เดี๋ยวนี้คงจะไม่มีใครรู้จักพวกเธอแล้ว แต่เมื่อปี 1994 ปีแรกที่ SHAMPOO ออกอัลบัมแรกชื่อว่า We are Shampoo ในตอนนั้น Shampoo ดังระเบิดยิ่งกว่าใครๆ เพราะเพลงที่ออกจะกวนประสาทอย่าง Trouble ที่หลอกหลอนไปทุกๆช่องดนตรีในเคเบิ้ลทีวีของไทย

PHOTO BY : WIKIPEDIA
หากจะบอกว่า Shampoo ดังเหมือนใครในตอนนี้ ก็น่าจะเป็นอย่าง Avril ละมั้ง แต่ถ้าเป็น Duo ก็ยังหาใครมาเปรียบสองสาวนี่ไม่ได้ซะที Tatoo ก็ไม่ใช่ Shampoo เป็น Idol ของแพคในตอนนั้น ถึงกับซื้อเทป Shampoo มาฟังแล้วร้องตามได้หลายเพลง (ป.6)
Shampoo สร้างกระแสที่แหวกแนวออกจากเพลงในช่วงนั้น ที่มีแต่เพลงจากเกาะอังกฤษครองตลาด โดยเฉพาะ Boy band อย่าง Take that หรือ Boys zone Shampoo เป็นสีแปร๋นๆของวงการเพลงในตอนนั้น แล้วสีแปร๋นๆนี้ก็ดึงความสนใจให้กับคนฟังได้ไม่น้อยเลย
ในรายการดนตรีที่ออกอากาศทาง Thai Sky TV เมื่อก่อนนั้นจะมีรายการ Music Pop-Up! โดยมี VJ คือลูกตาล (ตัวเล็กๆ) และเรย์ แมคโดนัล หรือหาญ หิมะทองคำ และในช่วงที่ Shampoo ดังมากๆ ทางค่ายก็โปรโมท Shampoo อย่างสุดโต่งด้วยเกมส์ทางทีวี ชื่อว่า Music Pop-Up เล่มเกมส์ Shampoo ด้วย
Single ที่ดังพอๆกับTrouble นั้นคือ Girls Power ที่ยังคงเป็น Pop-Danceจังหวะตื๊ดๆๆ เหมือนTrouble นั่นเอง หากจะนับอัลบัมทั้งหมดที่ผ่านมาของ Shampoo ก็มี 6 อัลบัม แต่นับดีๆ จะมีแค่ 3 อัลบัม แต่นับอีกที ก็มีแค่ 2 เพราะว่าบางอัลบัมนั้นเป็น Release เฉพาะที่ ญีปุ่น และอีก 1 อัลบัมจะเป็นเฉพาะทาง Internet(ในปี 2000)
Shampoo อยู่กับแพคแค่เพลง Trouble แต่มันก็อยู่มานานกว่า 14 ปีแล้ว ที่แพคยังเปิด Trouble อยู่
graffiti เป็นคำที่มาจากคำว่า graffito ที่แปลว่าการเขียนภาพบนผนังในสมัยโบราณ แพคเองชอบดู graffiti ตามที่ต่างๆ ซึ่งในมุมมองของแพคเองแล้วทุกอย่างที่เขียนไปบนกำแพงก็เป็น graffiti ได้ทั้งนั้น แต่ graffiti ในไทย ชอบเสนอชื่อตัวเองมากกว่าที่จะเสนอภาพที่โดดเด่นแล้วค่อยแปะชื่อ หรือ tags ที่ใต้ภาพ อาจจะเป็นเพราะว่ามันยังใหม่สำหรับวัฒนธรรมในไทยด้วยก็ได้
graffiti ในต่างประเทศอย่างอเมริกา หรือที่อังกฤษ มีความเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมและบริบทรอบข้าง เช่นการเมือง ศาสนา และเสียดสีสังคม ศิลปิน graffiti เหล่านี้มักแสดงออกถึงความต้องการและความคิดเห็นผ่านงาน graffiti ด้วย ไม่ใช่ทำเอาสวยงามเท่านั้น
ในอเมริกามีแหล่ง graffiti ที่สำคัญหลายแห่ง อย่างที่ LA, NewYork, Philadelphia ศิลปิน graffiti ได้สร้างผลงานตามกำแพง ผนัง รถไฟเก่า หรือในรถไฟใต้ดินไว้มากมาย อีกคำอธิบายของคำว่า graffiti ง่ายๆคือ การละเลงผลงานบนกำแพงบ้านคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตนั่นเอง
graffiti อีกเชื้อชาติที่แพคกำลังสนใจตอนนี้คือ graffiti ในแบบญี่ปุ่น เพราะว่างานของคนญี่ปุ่นนั้นได้ผสมความอาโนเน๊ะในการใช้สีและรูปทรงลงไปด้วย ทำให้มีรูปแบบที่แสดงถึงวัฒนธรรมของสิ่งต่างๆรอบตัวเค้าเอง
รูปแรกให้ดูที่เห็ด น่ารักๆ




โดเรม่อนๆๆๆๆ

อะไรก็ไม่รู้

graffiti ในประเทศไทย
graffiti ในประเทศไทยมีให้เห็นได้เยอะขึ้นมาก และเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงความสกปรกที่เพิ่มมากขึ้น อย่างหนึ่งที่ต้องยอมรับคือการทำ graffiti ไม่ควรไปทำตามสถานที่เหล่านี้ ตู้โทรศัพท์ ป้ายบอกทาง และสถานที่ราชการ อย่างกำแพงที่จุฬาฯ
ที่เคยเห็นแถวอ่อนนุช และลาดพร้าวแถวบ้าน เค้าดีมากๆ ไปทำในตึก และพื้นที่ร้าง ไม่ได้ใช้งาน แล้วผลงานก็สวยด้วย
ลองไปดูที่ http://www.angelfire.com/art2/bai/IN_THN.htm
อีกไม่นานเราก็อาจจะมี graffitibook of bangkok ก็ได้
ตอนเด็กๆต้องดูละครตามแม่ เพราะว่าแม่เป็นคนเลือกช่อง แถมยังให้เราลุกไปเปลี่ยนช่องในยุคที่ทีวียังไม่มีรีโมท ทำให้เราต้องดูละครกับแม่มาตลอด ละครที่ดูกับแม่ตอนเด็กๆที่จำได้เรื่องแรกๆคือเรื่องปริศนา ตอนนั้นเด็กมากจนไม่รู้ว่าเรื่องมันเป็นยังไง
ต่อมาเป็นเรื่องบัวแล้งน้ำ ก็จำไม่ได้อีก เพราะเด็กเกินไป มาจำได้เรื่องหลังๆ เช่น ตุ๊กตาเริงระบำ เป็นเรื่องของลูกสาวที่พ่อตายไปต้องมาอยู่กับแม่เลี้ยง โดนกลั่นแกล้งสารพัด ส่วนพ่อก็เล่นพิเรนเอาพินัยกรรมไปกซ่อนในตุ๊กตาที่ลูกถือไปไหนมาไหนกว่าสิบปี ปล่ยอให้แม่เลี้ยงครองบ้านอยู่ได้ คิดไปคิดมา ไม่รู้ว่าตกลงพ่อหรือลูกที่โง่กันแน่ ถึงเอาพินัยกรรมไปซ่อนไว้แบบนั้น เกิดลูกไม่รู้แล้วเอาตุ๊กตาไปโยนทิ้งน้ำทำยังไง
ละครเรื่องเด่นของยุคที่เราเกิดมาคือนางทาส เล่นกันสมบทบาท อย่างกะเป็นทาสกันจริงๆ มีมนฤดี เล่นเป็นนางทาสชื่อ อีเย็น เวลาดูแล้วจะต้องอินมากๆ เพราะทาสมักจะโดนเฆี่ยนตีอยู่เสมอ ไม่ว่าจะทำอะไรผิดถูกโดนตีไปก่อนแล้ว พอตีเสร็จก็ต้องเป็นฉากแม่ทายาให้
เรื่องต่อมาที่จำได้เลือนลางมากคือเรื่องละอองดาว มีสิเรียมเล่น รู้แค่ว่า บ้านรวยมาก มีเบนซ์ขับหลายคันมา เราไม่ได้ดูอะไรนอกจากรถสวยๆในเรื่อง ทำนองเดียวกับน้ำเซาะทราย แต่เรื่องต่อมาของสิเรียมที่เราชอบมากคือเรื่องพรพรหมอลเวง เข้าฉายเมื่อปี 2535 มีโดโด้ ยุทธพิชัยเป็นพระเอก แล้วก็มีเด็กหญิงอะไรสักอย่างเล่นเป็นเด็ก เรื่องนี้เกี่ยวกับสิเรียมตกบันไดแล้ววิญญาณหลุดออกจากร่างไปอยู่ในร่างเด็ก เพราะเด็กเป็นโรคร้ายกำลังจะตาย ทำให้ตื่นมาพบว่าตัวเองอยู่ในร่างเด็ก สนุกตอนที่เวลาเด็กไปเรียนที่โรงเรียนมักจะทำอะไรให้เพื่อนๆและคุณครูประหลาดใจเสมอ
พ่อปลาไหลแม่ปลาช่อน เป็นอีกเรื่องที่พอจำได้ เรื่องของลูกสะใภ้กับแม่สามีที่สนุกสนานไม่แพ้กัน เป็นเรื่องนึงที่ทำให้สังเกตว่าละครไทยไม่ว่าตัวละครจะรวยแค่ไหน คนใช้ในบ้านต้องนุ่งผ้าถุง เรียนเจ้านายว่าคุณนาย เรียกลูกเจ้านายว่าคุณหนู และต้องซักผ้าด้วยมือ
ธรรมเนียมนิยมของตัวละครในเรื่องที่ต้องมีคนใช้คือต้องนำลักษณะของตัวละครแบบชาวอิสานมาเป็นคนใช้ คนใช้จะต้องมีทั้งดีและไม่ดี จะต้องคุกเข่าเข้าหาเจ้านายเสมอ และต้องมีคนใช้ยั่วยวนเจ้าของบ้านเป็นฉากสำคัญ
เรื่องต่อมาที่จำได้มากๆก็คือ เรื่องสุสานคนเป็นเวอร์ชั่นอภิฤดีแสดง พระเอกคือภาณุเดช เรื่องเกี่ยวกับผีๆสางๆ เป็นประโยคฮิตว่า สุดท้ายต้องไปสุสาน... พอละครไทยเริ่มก้าวสู่ยุคของการแข่งขัน ทางเอคแซคเริ่มตีตลาดใหม่ของรูปแบบละคร เช่นทอฝันกับมาวิน ยามเมื่อลมพัดหวน เมืองมายา ฯลฯ
นอกจากละครช่วงไพร์มไทม์แล้วยังมีละครวันเสาร์อาทิตช่วงบ่ายให้ดูอีกยามหยุดเหงาอยุ่กับบ้าน ทั้งช่อง 3 5 7 9 มีละครตอนบ่ายให้ดูอยู่เรื่อยไป ถ้าไม่สะใจช่วงว่างงานลองเปิดทีวีตอนไปบ่ายท่าจจะพบกับละครย้อนยุคเอามารีรันให้ชมไม่รู้เบื่อ แถมจบเร็วกว่าตอนฉายจริงเพราะพี่แกเล่นฉายวันละ 2 ชั่วโมงเต็มๆ โฆษณาก็น้อย สองอาทิตย์ก็จบแล้ว
การที่คนไทยชมละครหลังข่าวเป็นประจำอย่างต่อเนื่องมากกว่า 20 ปี ทำให้วิธีการนำเสนอและรูปแบบของการจัดตารางการออกอากาศมักมุ่งช่วงเวลาไพร์มไทม์ไปที่เวลาของละครหลังข่าว ทำให้ช่วงเวลาหัวค่ำนั้นเป็นสมรภูมิของละคร ไม่สามารถสร้างช่วงเวลาแห่งความรู้ได้มากเท่าไหร่นัก สารคดี และเรื่องราวดีๆ มักไปอยู่ช่วง สี่โมงเย็นถึงหกโมงเย็นเท่านั้น
เด็กยุคใหม่ยากที่จะได้ลิ้มรสชาติของละครไทยแบบคลาสสิก เพราะเกิดมาก็เจอแต่ละครไทยแบบ ทำอะไรไม่ได้ก็กรี๊ดๆๆๆ นางเอกเข้าใจผิด พระเอกโกหกว่ารวย จับได้ตอนจบงอนกันสองเบรคแล้วก็กลับไปได้กันต่อ หรือจะเป็นนางร้าย ที่ต้องแต่งหน้าจัดๆ ยั่วๆ วี๊ดว๊ายไม่มีเหตุผล
"When I was born, I was black.
When I grow up, I'm black.
When I'm ill, When I die,
I'm black.
But you -
When you're born, you're pink.
When you grow up, you're white.
When you're ill, you're green.
When you go out in the sun, you go red.
When you're cold, you go blue.
When you die, you're purple.
And you have the nerve to call me Colored?"
แพคเคยอ่านมาตั้งแต่เรียนสมัยปีสามปีสี่ครับ
ตอนนั้นมันเป็นการ์ตูนช่องๆ อ่านจบแล้วก็ไม่คิดไร
จนหลังๆนี่มี FWD Mail กลอนนี้มา
แล้วใส่ยศให้เสร็จสรรพ
บอกว่าเป็ฯกลอนที่ได้รับรางวัลจาก UN บ้างละ
บอกว่าเป็นกลอนจากเด็กแอฟริกันบ้างละ
จนมันหงุดหงิดหัวใจต้องไปค้นอินเตอร์เน็ทมาจนได้
กลอนนี้เป็น Quote คำพูดจาก Malcolm X ครับ
เป็นบุคคลสำคัญคนหน่งในประวัติศาสตร์ของอเมริกาที่เราไม่ค่อยรู้จัก
แพคเองก็ไม่รู้จักมากครับ
เค้ามีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับมุสลิมในยุคนั้นมาก (ช่วงปี 1963)
เดี๋ยวจะลองหาอ่านเกี่ยวกับเค้ามากกว่านี้
เอาเป็นว่ากลอนนี้มากจากคุณ Malcolm X ครับครับ
ไม่ใช่กลอนได้รางวัลจาก UN
อ่านเพิ่มเติมที่
http://en.wikipedia.org/wiki/Malcolm_X
http://www.imdb.com/name/nm0944318/bio
| |

| Category: | Movies |
| Genre: | Science Fiction & Fantasy |

Design by: styleshout | Converted by: Tech Bold | Distributed by: eBlog Templates