Search

28 March 2008

พาเที่ยว The Peak ที่ฮ่องกงครับ

ใครๆที่ได้ไปฮ่องกงต้องไม่พลาดนะครับที่จะแวะไปเยือน The Peak หรือ Victorai Peak สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งหนึ่งของฮ่องกง เป็นที่ที่มีความน่าสนใจในตัวเอง และทำให้ทริปไปเที่ยวของคุณไม่น่าเบื่อ ได้พักผ่อนและชมวิวที่สวยงามของฮ่องกงทั้งจากฝั่งเกาะฮ่องกง ไปยังฝั่งเกาลูนด้วยครับ

_MG_1273.jpg picture by rink2
บรรยากาศใน Peak Tram ครับ นั่งกับสงบเสงี่ยม ส่วนผมยืนครับ ต้องเข้าใจเรื่อง 4x100 นิดนึง (ถ้ายังจำกันได้)

ต้องขอโทษจริงๆที่ผมจำไม่ได้ว่าไป the Peak ได้ยังไง เรื่องของเรื่องคือไปแบบไม่รู้ทางครับ ผมเดินจากท่าเรือ Central ไปยังแถวๆตึก HSBC ครับ ข้ามถนนไปแล้วก็เดินลัดเลาะไป อยู่ๆผมก็มาโผล่ที่ทางขึ้น The peak แล้ว วันนที่ผมไปนั้นผมใช้วิธีขึ้น The Peak โดยรถรางครับ ซึ่งเป็นอีกการเดินทางหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมากของฮ่องกง รถรางที่ The Peak ต้องซื้อตั๋วที่ทางขึ้นครับ ราคามีหลายแบบ ผมเลือกซื้อแบบราคารถรางไปกลับ พร้อมค่าเข้าชม Peak Tower หรืออาคารชมวิวครับ ซึ่งแนะนำว่าห้ามพลาดเลย ไหนๆไปแล้วก็จ่ายรวมไปเลยครับ ราคาก็ 48 HKD ครับ และยังมีบัตรที่รวมค่าเข้าชมหุ่นขี้ผึ้งมาดามทูโซด้วย แต่ไม่ได้แวะนะครับ ไม่ได้อยากดูเท่าไหร่

_MG_1281.jpg picture by rink2
ขึ้นมาแล้วถ่ายรูปกับหุ่นขี้ผึ้งกันหน่อย ในรูปไม่ใช่ผมนะครับ ใครก็ไม่รู้

รถรางขึ้น The Peak หรือ Peak Tram ใช้เวลาประมาณ 5-10 นาทีก็ถึงจุดหมายปลายทางครับ และคุณจะรับรู้ถึงความสูงของ The Peak ได้ไม่ยาก เพราะวิวที่คุณเห็นก็คือตึกสูงระฟ้ามากมายในระดับสายตา อย่าง 2IFC เราก็อยู่ในระดับเดียวกับเลยก็ว่าได้ครับ สูงมากพอที่จะเห็นวิวรอบๆ ทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกของเกาะ สวยงามมากครับ แถบๆนี้มีบ้านคนด้วย น่าอิจฉาจัง  มีคนเม้าๆ มาว่าแถวนี้มีบ้านทักกี้ (สงสัยจะโม้)

ก่อนขึ้นไปยังจุดสูงสุดของ Peak Tower เราก็ผ่านเข้ไาปในตัวอาคาร ซึ่งถูกทำให้เป็นห้างสรรพสินค้าเล็กๆ มีร้านขายของ ร้านอาหาร เดินเล่นได้เพลินๆ แต่ห้องน้ำที่นี่ยังเป็นส้วมซึมอย่เลยครับ (นั่งยองๆ) ใครคิดตจะไปส่งแฟ็กส์บน Peak ก็ระวังหน่อยนะครับ อาจจะไม่รื่นรมย์นัก

_MG_1286.jpg picture by rink2
ใน Peak Tower มีทั้งส่วนที่เป็นร้านค้า ร้านอาหาร และบนสุดคือจุดชมวิวครับ เดี๋ยวจะพาขั้นไป

_MG_1288.jpg picture by rink2
โชว์รูมของ EA ใครชอบเล่นเหมศืเข้าไปเลยครับ มีอะไรให้เล่นหนำใจ ผมยังไปเล่นมาเลย

_MG_1296.jpg picture by rink2
ผนังริมทางขึ้น สวยดีครับ เป็นเหมือนดาวระยิบระยับ

_MG_1301.jpg picture by rink2
มีร้านกุ้งของฟอร์เรส กั๊มป์ ด้วย จำกันได้หรือเปล่า

_MG_1302.jpg picture by rink2
เกือบจะถึงจุดชมวิวแล้วครับ

_MG_1303.jpg picture by rink2
ถึงแล้ว ชั้นบนสุด ว่าแต่บ้านใคร อยู่บนนี้ หิวข้าวทีทำไง

_MG_1306.jpg picture by rink2
วิวของเกาะฮ่องกงครับ ในที่สุดก็มายืนจุดนี้จนได้นะ วันนี้หมอกลงเยอะไปหน่อย

_MG_1313.jpg picture by rink2
มาเป็นคู่คงไม่เหงานะครับ

_MG_1322.jpg picture by rink2
ห้ามปีน

_MG_1325.jpg picture by rink2
มีที่ให้นั่งพัก ชมวิว ถ่ายรูป

_MG_1344.jpg picture by rink2
อ๊าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

_MG_1374.jpg picture by rink2
หนุ่มใต้ร่มนั่นบริการถ่ายรูปครับ พร้อมพิมพ์ภาพเดี๋ยวนั้นเลย

_MG_1375.jpg picture by rink2
เห็นเครื่องบินด้วย

_MG_1391.jpg picture by rink2
กลับลงมา ดูของฝากที่ร้านขายของข้างล่างได้นะครับ

_MG_1411.jpg picture by rink2
Peak Tower จากมุมข้างนอก

_MG_1411.jpg picture by rink2
อีกมุมหนึ่ง

_MG_1434.jpg picture by rink2
เดินลงมาข้างๆนะครับ จะมีอีกจุดหนึ่งที่น่าไปชมวิว

_MG_1453.jpg picture by rink2
มองลงไปกเป็นหน้าผาแล้วครับ อยากทำแบบเด็กคนนี้ครับ แต่หัวเข้าไปไม่ได้ ><''

_MG_1454.jpg picture by rink2
น้องเค้ามองอะไรนะ?

_MG_1456.jpg picture by rink2
สวยดีเหมือนกันตัวอะไรก็ไม่รู้

ตอนที่ผมไปอากาศเย็นสบายครับ หน้าชาเพราะลมเย็นปะทะหน้าแรงๆ แต่สดชื่นมากๆ เหมือนได้ไปพักผ่อน หลังจากเดินดุ่มๆในเมืองอยู่ตั้งเกือบอาทิตย์แล้ว ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงก็ชมทั่วถึงครับ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดเลยนะครับ

เว็บ The Peak : http://www.thepeak.com.hk

26 March 2008

Social Network ของน้องหมา

ต่อไปนี้น้องหมาของเราจะมีเว็บของตัวเอง แต่งรูปสวยๆมาอวดเพื่อนๆน้องหมาทั่วโลก นั่งลิสรายชื่อน้องหมาในฝันแล้วไปคุยกันต่อได้ที่เว็บนี้เลย



ที่ http://www.uniteddogs.com/ เป็น Social Network สำหรับน้องหมาครับ บังเอิญกดไปดูจาก ads ใน Facebook สามารถ list รายชื่อ + รูปของน้องหมาได้ตามประเทศด้วย สมาชิกจากประเทศไทยมีเยอะพอสมควรเลยทีเดียว ว่างๆลองไปเยี่ยมชมได้นะครับ สำหรับคนชื่นชอบหมาน่ารักๆ






แวะไปเยี่ยมน้องหมาผมได้ที่ http://www.uniteddogs.com/dog/maanong นะครับ

 

24 March 2008

เตรียมตัว เตรียมใจ ไปกินหมูกะทะ !!



 
 

Sent to you by Sickboy via Google Reader:

 
 

via PACK'S'BLOG on 3/5/08

คงมีใครหลายๆคนที่อ่านอยู่ตอนนี้ก็เคยกินหมูกะทะกันมาบ้าง หมูกะทะเริ่มเป็นที่นิยมมาเรื่อยๆ เท่าที่จำได้หมูกะทะเริ่มบูมเอามากๆคือช่วงที่ฟองสบู่แตกครับ ตอนนั้นผมเองก็สัก ม.2 ม.3 ได้แหละ (ปี 38-39)

ทุกครั้งที่ไปกินหมูกะทะ มีทั้งอร่อย และไม่ได้เรื่อง บางทีย่างหมูเท่าไรก็ไม่อร่อยเสียเลย อันนี้คิดว่ามาจากการหั่นหมูนะครับ

ก่อนไปกินหมูกะทะ เรามีศึกษาหมูกะทะกันก่อนดีกว่า !!!

1. ร้านหมูกะทะต้องขายน้ำเราแพงๆ โปรดจำไว้

น้ำขวดละ 5 บาท 10 บาท อย่าไปหวังเลยครับ น้ำเปล่าขวดแก้ว 500 ml พี่แกล่อไป 20 บาท บางร้านใจเด็ดเอาไป 25 บาท ส่วนน้ำอัดลมแบบขวดทั่วไปตามร้านริมถนนขาย 8-10 บาท แต่ที่ร้านหมูกะทะต้องไม่ต่ำกว่า 25 บาทชัวร์ๆ ไม่รู้ว่า + กำไรไปกี่เท่า ถ้าเป็นชวดลิตร ก็ 40 บาท up มีคนเล่าในเว็บพันทิพ (เค้าเป็นเจ้าของร้านนะ) เค้าบอกว่ากำไรมันก็มาจากเครื่องดื่มนี่แหละครับ อ่านแล้วก็เศร้าใจ ต้องจ่ายราคาเหมาแล้ว ยังต้องจ่ายราคาเกินๆอีก

2. ของอร่อย มักมีน้อย

ร้านหมูกะทะเดี๋ยวนี้มีทั้งกับข้าวกับปลาน่าอร่อย และที่ผมไปกินบ่อยๆมีน่องไก่ทอดด้วยครับ แต่น่องไก่ทอดมันไม่ค่อยจะเป็นไปตาม Concept กินไม่อั้นเท่าไหร่ เพราะทางร้านมักจะทอดมาทีละน้อยๆ และกว่าจะเปลี่ยนของใหม่เวลาหมดก็รอไปนานแสนนาน แบบนี้ก็ไม่ไหวนะครับ ร้านคนเยอะๆ ไก่หายไปในพริบตาเชียวหล่ะ

3. ขี้เกียจหั่นหมู

บางร้านก็ไม่รู้ว่าไปซื้อหมูแบบชิ้นใหญ่ๆมาห่นเองหรือเปล่า (หมูแบบหั่นแล้วราคาสูงกว่า) แล้วก็เอามาหั่นเอง นัยว่าจะหวังดีให้ลูกค้ากินอิ่มละมั้ง แต่หมูนี่ยกขึ้นมาติดมาเป็นพวง เหมือนเถาองุ่น ปิ้งย่างกันให้ตายไปข้างนึงเลย แบบนี้น่าจะพกมีดและเขียงไปด้วยนะเนี่ย

4. น้ำแข็งหมดไว

น้ำแข็งมักมาเป็นถัง แล้วละลายไปไวมากๆ ไม่รู้ว่าเป็นน้ำแข็งสั่งทำพิเศษหรือเปล่า หันมาอีกทีกลายเป็นน้ำไปกว่าครึ่งแล้ว บางร้านก็จงใจมากๆ เอาไปตั้งข้างเตาซะงั้นแหละ

5. แขกพิเศษที่เราจะลืมไม่ได้

น้องขายดอกไม้ ... ไปที่ไหนมีเป็นเจอ แม้แต่ที่ ที่ไม่มีรถเมล์ผ่าน ก็มีน้องๆมาขายดอกไม้เหล่านี้ ผมละเซ็งจิต ผมเคยลองถาม แอบคุยกับเด็กพวกนี้ดู ถามว่าเอาดอกไม้มาจากไหน ใครให้มาขาย เด็กบอกว่ามีคนยืนดูอยู่ พี่อย่าชวนคุย อ้าวววววว ไม่รู้จะทำไง ไม่ได้อยากซื้อ บางทีไปกินหมูกะทะกับป้า จะให้ซื้อดอกกุหลาบให้ป้าก็กะไรอยู่ แล้วขอเถอะๆๆๆ เวลาจะขายดอกกุหลาบเนี่ยช่วยดูๆหน่อย ว่าคนที่เค้ามากันเป็นคู่รักไหม บางทีเดินดุ่มๆๆๆมาขายเรา เราไม่ซื้อ กลับบอกว่า พี่ขา แฟนพี่ไม่อยากได้เหรอคะ ซื้อให้แฟนสิคะพี่คะ  (อีบ้า นั่นมันป้ากู)

หมูกะทะที่ไหนอร่อยๆ ก็บอกกันมั่งนะครับ แหะๆ


 
 

Things you can do from here:

 
 

คืนพระจันทร์เต็มดวง : หนังอินดี้ในดวงใจ



 
 

Sent to you by Sickboy via Google Reader:

 
 

via PACK'S'BLOG on 3/5/08


นานแค่ไหนแล้วนะที่ได้เดินเข้าไปดูหนังอินดี้แล้วออกมากับความดีใจว่า ถ้าไม่ได้ดูเรื่องนี้คงเสียดายแย่ๆ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ไปดู 8วันแปลกคน หนังขาวดำที่เต็มไปด้วยสีสัน อยากบอกว่ามองเห็นภาพเป็นสีตลอดเวลา การดูหนังที่ต้องใช้จินตนาการแบบนี้ทำให้สมองปลอดโปร่งเสียที (เข็ดกับหนังเห่ยๆ แต่ก็ต้องไปดูเพราะว่าเป็นคนดูหนัง)

นึกย้อนไปเมื่อสองสามปีที่แล้ว "คืนพระจันทร์เต็มดวง" หรือ อิสาน Special Special) ผลงานของ ม.ล.มิ่งมงคล โสณกุล เป็นหนังอินดี้อีกเรื่องหนึ่งที่เราชอบเอามากๆ ดูอีกก็ไม่เบื่อ (เห็นเอามาฉายทาง cable)

คืนพระจันทร์เต็มดวง เป็นหนังที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน บนฉากเดียวคือรถโดยสาร .. ตัวละครไม่กี่ตัว เล่นกันแบบไม่อั้น เราแลปกใจที่ทั้งเรื่องมีฉากเดียวคือบนรถ แต่ตลอดเรื่องเรากลับจำได้ว่ามีฉากต่างๆมากมาย ทั้งในร้านอาหาร ในบ้าน ที่ทำงาน ฉากคนใช้ ฉากเดินแบบ คนทำหนังเรื่องนี้เก่งเสียจริงที่สร้างจินตนาการให้เราแบบนี้ หนังเรื่องนี้ดำเนินไปในบทพูดของละครวิทยุ เราแอบสงสัยว่าบทละครวิทยุนี้มีอยู่แล้ว หรือว่าสร้างมาใหม่ แต่ก็ต้องสร้างมาใหม่สินะ 555

ตลอดเรื่องเต็มไปด้วยบทเสียดสีสังคม สะท้อนตัณหาเนื้อหนังขอคนได้อย่างแนบเนียน ... มาพร้อมกับความฮาแบบอินดี้ที่ไม่ใช่หัวเราะเพราะตัวละครพูดจาหยาบคาย หรือตลกๆ แต่มันฮาจากเนื้อใน (เข้าใจยากจัง)

ใครที่เคยดูคืนพระจันทร์เต็มดวงก็คงเข้าใจดีนะครับ เป็นหนังอินดี้อีกเรื่องที่ชอบเอามากๆ

 


เรื่องย่อจาก http://www.geocities.com/fansfilm/isan01.htm

เรื่องย่อของ "คืนพระจันทร์เต็มดวง" (I-San Special)
"อีสาน สเปเชียล" เป็นการเดินทางของผู้โดยสารกลุ่มหนึ่งด้วยรถบัสเพื่อจะไปยัง จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดเล็กๆในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ผู้โดยสารคือชาวอีสาน และคนต่างจังหวัดกลุ่มหนึ่งที่เดินทางกลับบ้านเกิดโดยใช้เส้นทางปกติ แต่สำหรับ "รถพิเศษ" คันนี้แล้ว เส้นทางปกติในคืนพระจันทร์เต็มดวงกลับมีสิ่งไม่ธรรมดาเกิดขึ้นผู้โดยสาร กลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวในโลกเหนือจริงที่เดินเรื่องคล้ายๆนิยายน้ำเน่า ละครชีวิตได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อรถโดยสารมุ่งหน้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านปั้มน้ำมันและสิ่งเบี่ยงเบน ความสนใจตามรายทางมากมาย ในตอนแรกผู้ชมอาจรู้สึกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มี 2 ส่วน คือช่วงที่มีลักษณะคล้ายละครน้ำเน่าที่เกิดขึ้นบนรถ และส่วนที่คล้ายสารคดีที่เป็นการเล่าเรื่อง เบื้องหลังของผู้โดยสารก่อนที่จะมาขึ้นรถ แต่เมื่อภาพยนตร์ได้ดำเนินไปเรื่อยๆเราจะเห็นว่าจริงๆแล้วทั้ง 2 ส่วนนั้นไม่ได้แยกจากกัน มีหลายครั้งที่ทั้ง 2 โลกนั้นมาเชื่อมต่อกัน ระหว่างรถของความจริงอันโหดร้ายกับโลกของนิยายเหนือจริง

My favourite indy film : I-San Special
http://en.wikipedia.org/wiki/I-San_Special


 
 

Things you can do from here:

 
 

มารู้จัก Andy Warhor กันหน่อย



 
 

Sent to you by Sickboy via Google Reader:

 
 

via PACK'S'BLOG on 3/11/08


Marilyn by Andy Warhol

ภาพของมาริลีน มอนโรว์ ที่เหมือนจะเป็นภาพกราฟฟิค มักทำหลายๆสี (ตอนนี้มีโฆษณายาสระผมยี่ห้อหนึ่งทำภาพแนวนี้อยู่) เป็นภาพที่คุ้นตาของใครๆหลายๆคน เจ้าของภาพนี้คือพี่ดี้ หรือ Andy Warhol ศิลปิน Pop Art ในยุค 1960 พี่ดี้ได้รับสมยานามว่าเป็นเจ้าพ่อแห่งศิลปะแบบ Pop Art หรือศิลปะแบบประชานิยม ถ้าดูผ่านไปเราคงไม่ได้ติดใจอะไรเพราะเราเกิดมาในยุคที่ศิลปะเป็น Pop Art กันหมดแล้ว แต่ในยุคสมัยนั้นศิลปะเกิดการหยุดชะงัก จากเดิมที่ศิลปินแปรรูปงานศิลปะมาจากปัจจัยธรรมชาติต่างๆ เช่นการวาดภาพของศิลปินในยุคก่อนนั้นมักเป็นรูปที่วาดให้เหมือนจริงซะมากกว่า หรือออกจะเป็นแนว Impressionist ไปเลย แต่ Pop Art มันดันเกิดมาในช่วงนี้ เติมเต็มงานศิลปะยุคใหม่กับโลกของเรา

Andy Warhol หรือเดิมชื่อ Andrew Warhola (ชื่อเดิมก็เก๋นะเนี่ย) เกิดเมื่อปี 1928 ที่ Pittsburgh - Pensylvania เขาเริ่มสร้างผลงานของตัวเองในช่วงปี 1960 ภาพที่โด่งดังในยุคนี้เห็นจะเป็นภาพกระป๋องซุปแคมป์เบล

คงสงสัยละสิว่าทำไมภาพกระป๋องซุปถึงต้องเป็นประเด็นทางงานศิลปะ?

เพราะว่ามันสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของโลก ที่เข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม และผู้คนมากมายมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการเข้าซุปเปอร์มาร์เก็ต ซื้ออาหารกระป๋อง แล้วก็กินอยู่กับวิถีชีวิตแบบใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงอำนาจทุนนิยม กระป๋องที่เรียงรายเป็นร้อยๆก็เหมือนชั้นวางของในซุปเปอร์มาร์เก็ต ตลอดจนบุคคลที่มีอิทธิพลต่อผู้คน เช่นคนดัง ดารา (รูป The Two Marilyns) ทั้งหมดทั้งมวลนี้คือสิ่งที่รายล้อมอยู่ในผลงานของ Andy Warhol

เราต้องขอบคุณ Andy Warhol และศิลปินที่บุกเบิก Pop Art ทุกคน เพราะมันทำให้เราต่อยอดของงานศิลปะให้เป็นงานพาณิชยศิลป์ได้ งานของ Andy Warhol หลายงานได้รางวัลมากมายในด้านการค้า เขาทำเงินได้มากจากผลงานเหล่านี้

ผลงานที่ผ่านมา Andy Warhol ...

นอกจากผลงานภาพศิลปะแล้ว Andy Warhol ยังมีผลงานอื่นๆ ที่อาจจะดูแปลกไปเสียหน่อย แต่ก็นี่แหละคือเขา อย่างผลงานภาพยนตร์เรื่อง Blow-Job เป็นภาพยนตร์สั้น 35 นาทีที่ถ่ายแต่ใบหน้าของผู้ชายที่กำลังถูก Oral - Sex อยู่ ...

Andy Warhol เสียชีวิตในปี 1987 ในวัย 58 ปี ภายหลังจากได้รับการผ่าตัดรักษาอาการป่วยของเขา แต่ผลงานของ Andy Warhol ยังมีให้เห็นอยู่ในทุกหนแห่ง และยังเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ที่ชื่นชอบศิลปะในทุกวันนี้

edit @ 12 Mar 2008 13:20:49 by Pack


 
 

Things you can do from here:

 
 

08 March 2008

ลุยเดี่ยว เที่ยวสิงคโปร์ !!!


28 ธันวาคม 2550



_MG_2012.jpg picture by rink2



ตื่นตอนตีสี่ครับ เครื่องจะออกเจ็ดโมง อาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ราวๆตีห้า นัดรถแท๊กซี่มารับที่บ้านตีห้าครึ่ง แท๊กซี่มาตรงเวลาด้วยครับมาตี 5 15 นาที ... เลยไปถึงสนามบินตอนตี 5 45 มีเวลานั่งๆนอนๆอยู่ที่แอร์พอร์ตสักสักแป๊ปก็ไปเชคอินกับ Air Asia ครับ นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่ได้นั่ง Air Asia ไปสิงคโปร์ ไม่เคยหวังอะไรมากอยู่แล้ว ขึ้นเครื่องบินได้ก็นอนต่อ ตื่นมาก็อยู่แวๆภูเก็ตละมั้ง แล้วก็ยาวไปจนถึงสนามบินชางฮีเลย



_MG_2013.jpg picture by rink2



ไปเที่ยวครั้งนี้เน้นประหยัดครับ ตั๋วเครื่องบินขาไปราคาราวๆ 3000 บาท ขากลับอีก 2500 (กลับ Tiger นะ) เมื่อไปถึงสนามบินแล้วจัดแจงเอา Ezlink card อายุราวหมื่นปี (จริงๆมันกอายุประมาณ 5 ปีได้ละมั้ง) เป็น Ezlink ที่ใช้เมื่อคราวที่มาเที่ยวครั้งก่อน แถมยังได้รับตกทอดมาจากพี่โน๊ตอีกต่างหาก ไปเติมเงินที่รถไฟใต้ดิน สถานีสนามบินนี่แหละ เติมไป 10 เหรียญ แล้วก็นั่งรถไฟไปลงที่สถานีอัลจูนี่ ที่ใกล้ที่พักคือโรงแรมราคาประหยัดชื่อ Fragance Hotel สาขา Ruby สามารถเดินไปได้จากรถไฟฟ้าด้วย เลยเลือกที่นี่ เพราะจองไป 3 คินก็ราวๆ 4 พันบาทเอง



ไปถึงตั้งแต่เที่ยงๆ แต่เวลาเชคอินคือบ่ายสาม เลยฝากข้าวของแล้วออกไปที่รถไฟฟ้าต่อ มุ่งหน้าเข้าเมืองเลยครับ คิดถึงทาคาชิมาย่ามากๆ (ด้วยความกระแดะครับ เคยไปแค่คร้งเดียว) เพราะว่าที่นี่มี Food Court ที่อาหารหลากหลาย และคิดถึงลูกชิ้นปลาเนื้อเนียนที่หากินไม่ได้เลยที่เมืองไทยด้วยครับ นอกจากนี้ไอติมที่ขายที่ทาคาชิมาย่ายังอร่อยเอามากๆ (โคนละ 100 กินไป 2 โคน) ณ จุดนี้ยังไม่อยากเอากล้องออกมาถ่ายอะไรมากครับ มันใหญ่ อยากเดินไปเร็วๆมากกว่า



แต่สุดท้ายก็ไม่ได้กินข้าวที่ทาคาชิมาย่านะครับ ผมเดินมากินที่ Wisma แทน ที่ Food Republic ครับ ร้านอาหารที่ไปที่ไหนก็เจอ ได้กินก๋วยเตี๋ยวปลาทอด จืดมากๆ ราคา 3.5 เหรียญครับ มาพร้อมข้าว 1 ถ้วย แล้วก็เดินเข้าออกห้างแถวๆนั้นจนเริ่มเบื่อ อยากไปที่ East Coast Park ครับ ตั้งใจว่าจะไปให้ได้ เพราะว่าอยากไปเล่น Rollerblade ที่นั่น





จากในเมืองย่าน Orchard วิธีที่จะไป East Coast Park ได้คือนั่ง MRT ไปลงที่ Bedok ครับ แล้วเดินลัดเลาะมาที่ป้ายรถเมล์ ต่อรถแท๊กซี่ไปที่ East Coast Park ราคาแท๊กซี่ประมาณ 8 เหรียญครับ บอกเค้าว่าไปลงที่ McDonald's นะครับ ง่ายดี ที่ East Coast Park เป็นสถานที่พักผ่อนของชาวสิงคโปร์ครับ ที่นี่มีลานกิจกรรมมากมาย มีทุกอย่างที่ Recreation ให้เราได้จริงๆ ตั้งแต่ Cable Ski ลู่วิ่ง Skate ให้เช่า ห้องอาบน้ำ ชายหาด สนามหญ้า แล้วที่นี่ยังมีพื้นที่กว้างใหญ่มากๆ ทอดยาวไปตามชายหาดฝั่งตะวันออก ที่มุ่งตรงไปยังสนามบินครับ



_MG_2034.jpg picture by rink2



ผมแวะดูร้านขาย Skate ที่นี่ แล้วเลือกคู่ที่ถูกใจ แบบลดราคา (199 เหรียญครับ) ซื้อกลับมาเลย หอบหิ้วมากๆ เพราะมันใหญ่พอสมควร หรือจะเช่าก็ตกราวๆ 10-20 เหรียญมั้งครับ ไม่แน่ใจเท่าไหร่ เล่นได้แป๊ปเดียวก็เหนื่อยครับ เพราะไหนจะกระเป๋า ไหนจะกล้อง ก็เลยนั่งพัก แล้วถ่ายรูปรอบๆ บรรยากาศที่นี่สบาย มีคนมาพักผ่อนเยอะมาก อยากให้เมืองไทยมีแบบนี้จังเลย



_MG_2039.jpg picture by rink2



_MG_2055.jpg picture by rink2



_MG_2062.jpg picture by rink2



นั่งๆนอนๆ จนประมาณ 6 โมง ก็กลับไปที่โรงแรมครับ นั่งแท๊กซี่ยาวไปเลย หมดไปประมาณ 15 เหรียญ เก็บข้าวของ นอนพัก อาบน้ำแต่งตัว เตรียมบุกกลางคืนที่สิงคโปร์ครับ ....



จะมาเขียนต่อนะครับ :)




_MG_2102.jpg picture by rink2



_MG_2110.jpg picture by rink2



หลังจากที่กลับมาที่ห้องแล้วก็ต้องอาบน้ำอีกรอบครับ มันร้อนมากๆเลย ตั้งแต่เช้าแล้ว จากนั้นก็แต่งตัวออกไปเที่ยวต่อครับ เดินออกมาจากโรงแรมเพื่อไปยังนถไฟฟ้า MRT จุดหมายปลายทางคือสถานี Raffles Place ครับ



_MG_2115.jpg picture by rink2



ขึ้นมาจากสถานีแล้วเดินออกมาที่ริมปร์ แหงนหน้าขึ้นมองตึกสูงบนเกาะแห่งนี้ ซึ่งกำลังถูกฉายไฟสาดส่องไปด้วยสีต่างๆ ทางริมฝั่งแม่น้ำสิงคโปร์นี้ หรือที่เรียกกันว่า Boat Quay เป็นสถานที่ ที่ไม่ควรพลาดที่จะไปเยี่ยมชมเลยเมื่อไปสิงคโปร์ โดยเฉพาะในยามค่ำคืน วันที่ผมไปปลายปีแล้ว แต่คนในสิงคโปร์ก็ยังดูไม่เยอะมากมาย ยืนถ่ายรูปอยู่รอบๆสักพักใหญ่ก็ไปหาอะไรกินดีกว่า ผมเดินไปเลียบๆ Boat Quay ก็พบว่ามี McDonald's อยู่ เลยไปกินที่นี่ ค่าอาหารประมาณ 4-5 SGD ครับ แต่ McDonald's สาขานี้ดู Vintage มากๆ เป็นตึกเก่าๆ สองชั้น ผนังทาสีเหลืองอ่อน และมีการตกแต่งด้วยเหล็กดัดอีก



_MG_2117.jpg picture by rink2



ออกจาก McDonald's เดินเลียบ Boat Quay มาเรื่อยๆ ข้ามสะพานที่ใช้สัญจรข้ามแม่น้ำสิงคโปร์ ซึ่งในจุดนี้เราสามารถมองเห็นวิวของปากแม่น้ำ ที่ทอดยาวไปสู่โรงแรม Fullerton โรงแรมสุดสวยงามของที่นี่



_MG_2120.jpg picture by rink2



_MG_2121.jpg picture by rink2



_MG_2126.jpg picture by rink2



_MG_2150.jpg picture by rink2



_MG_2155.jpg picture by rink2



ผมเดินลัดเลาะไปยังทางเดินริมแม่น้ำที่ผมเคยใช้เดินเล่นกับต้าร์สมัยที่มาเที่ยวสิงคโปร์ครั้งแรก แล้วเดินไปจนถึง Merlion ซึ่งก็เป็นอีกสถานที่ ที่ห้ามพลาดสำหรับการเที่ยวสิงคโปร์ครับ



_MG_2167.jpg picture by rink2



_MG_2170.jpg picture by rink2



_MG_2173.jpg picture by rink2



_MG_2181.jpg picture by rink2



_MG_2184.jpg picture by rink2



_MG_2200.jpg picture by rink2



_MG_2201.jpg picture by rink2



_MG_2208.jpg picture by rink2



_MG_2212.jpg picture by rink2



_MG_2217.jpg picture by rink2



_MG_2224.jpg picture by rink2






วันนั้นที่ Merlion คนบางตา มีการจัดแสงสีฉายลงไปในทะเล ที่มีลูกบอลสีขาวคอยสะท้อนสีต่างๆจากสปอตไลท์ ทำให้ทะเลของสิงคโปร์มีสีสันงดงาม ต้อนรับการนับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่ด้วย ถ่ายรูปสิงโตพ่นน้ำคราวนี้ผมได้ลองเดินเข้าไปใกล้ๆตัวสิงโตด้วย



_MG_2226.jpg picture by rink2



_MG_2232.jpg picture by rink2



_MG_2289.jpg picture by rink2



_MG_2302.jpg picture by rink2



_MG_2303.jpg picture by rink2



_MG_2304.jpg picture by rink2



_MG_2304.jpg picture by rink2



_MG_2328.jpg picture by rink2



_MG_2332.jpg picture by rink2



_MG_2333.jpg picture by rink2



_MG_2335.jpg picture by rink2



จากนั้นเดินข้ามสะพานมายัง Esplanade ครับ วันนั้นที่ Esplanade เวลาประมาณ 3 ทุ่ม จะมีการแสงดนตรีครับ เลยนั่งพัก เป่าแอร์ ฟังเพลงไปด้วย เป็นจุดหมายสุดท้ายของวันนั้น และหลังจากนั้นก็จะเดินทางกลับด้วยรถไฟฟ้า ซึ่งต้องเดินผ่านทางเชื่อมใต้ดินระหว่าง Esplande และสถานี City Hall ครับ



To Be Continue ...




วันที่ 29 ธันวาคม 2550



หลังจากที่กลับมาจากตะลุยเมืองแล้ว ผมเข้านอนราวๆ 5 ทุ่ม แต่รู้ตัวอีกที่ก็เกือบเที่ยงของวันนี้แล้ว หลับไปราวๆ 12 ชั่วโมงได้ ไม่รู้ตัวเลย จริงๆมันก็เหนื่อยมาก เพราะอากาศที่ร้อนอบอ้าว เหงื่อไหลตลอดเวลา น้ำก็กินไปไม่เยอะด้วย เช้าของวันนี้เลยประหยัดค่าอาหารไปได้ 1 มื้อ



_MG_2351.jpg picture by rink2

เมื่อมาถึง City Hall MRT ก็จะเจอโบสถ์นี้นะครับ อย่าลืมแวะชม



เมื่อตื่นแล้ววันนี้มีแพลนว่าจะไป Fort Canning Park ครับ แต่จะไปแวะกินข้าวกลางวันที่ห้างสรรพสินค้าไอทีแถวๆ City Hall ที่พี่แอนเคยพาแพคกับต้าร์ไปกินครับ ผมมาลง MRT ที่สถานี City Hall ตอนบ่ายๆ และเข้าไปในห้างนั่นชื่อว่า Fu Nan ครับ (ฟูนาน) Food Court ที่เคยอยู่ชั้นใต้ดินมันหายไปแล้ว สุดท้ายพบว่ามันย้ายไปชั้น 5 นี่เอง วันนี้กินก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นครับ เป็นร้านที่เราสามารถเลือกลูกชิ้นเองได้ 5 อย่าง แล้วถ้าอยากใส่เพิ่มก + ชิ้นละ .50 ไปเรื่อยๆ ผมใส่มาเยอะแยะ เพราะชอบลูกชิ้นปลา แต่น้ำซุปจืดเอามากๆ น้ำปลาก็ไม่มี



_MG_2359.jpg picture by rink2



_MG_2361.jpg picture by rink2



_MG_2380.jpg picture by rink2



Fort Canning Park อยู่หลังห้างนี่เองครับ กินข้าวเสร็จก็ไปเดินเล่นในนั้น ไม่คิดเลยว่ามันจะเหนื่อยมาก เพราะว่าต้องเดินขึ้นไป สู่งเท่ากับตึกรอบๆเลยนะ (5-6 ชั้น แต่มันชันขึ้นไปเะรื่อยๆ) ผมเดินแล้วก็เซ็งครับ ร้อนมาก คนก็ไม่มี ไม่มีอะไรเลยครับที่นี่ ไม่มีอะไรเลย แต่ก็ได้สูดอากาศหายใจโล่งๆ มองเห็นวิวแม่น้ำสิงคโปร์ที่ทอดผ่านข้างๆไปยังปากแม่น้ำ มองเห็นบันจี้จั๊มที่จัดให้เล่นอยู่แถวๆนี้



_MG_2371.jpg picture by rink2



_MG_2366.jpg picture by rink2



_MG_2369.jpg picture by rink2



_MG_2375.jpg picture by rink2



_MG_2377.jpg picture by rink2



_MG_2378.jpg picture by rink2



_MG_2383.jpg picture by rink2



ผมเดินลัดเลาะไปทางด้านข้างของสวน มีสวนสมุนไพร มีดอกไม้บ้าง แล้วก็ข้ามถนนออกมาที่ด้านข้าง แต่ทันใดนั้นฝนก็ตกครับ ถ้ามาสิงคโปร์แล้วฝนไม่ตกถือว่าาไม่ถึงนะครับ ... ติดฝนอยู่ในอุโมงลอดใต้ถนนครับ สักครึ่งชั่วโมงได้ครับ



รอฝนหยุดผมเดินลัดเลาะไปตามถนน จนไปถึง Raffles City ห้างสรรพสินค้าที่ผมนัดกับเพื่อนชาวสิงคโปร์ไว้ Nicolas ครับ เดินเล่นในห้างไปสักแป๊ปที่นี่มีน้ำตกที่สร้างให้น้ำเป็นตัวหนังสือต่างๆได้ ดูแล้วเพลินดีครับ



_MG_2388.jpg picture by rink2



_MG_2390.jpg picture by rink2



ประมาณ 4 โมงเย็น Nicolas ก็มารับครับ เค้าจะพาผมไป China Town กัน เพื่อนผมพานั่งรถวนไปมา ผมก็เลยถามว่า นี่คือทางที่เราะจไปเหรอ มันดูอ้อมๆ แต่เค้าบอกว่า อ๋อจะให้ชมเมืองครับ ก็เลยเออ ออ ไป



เพื่อนผมพามายัง China Town ที่นี่มีตึกที่เป็นสถาปัตยกรรมเหมือนตึกในเมืองภูเก็ตเลยครับ หรือเรียกว่าแบบ ชิโนโปรตุกีส และยังมีตึกที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบ Victorian และ Baroque แต่ละตึกใช้สีสันที่สดใส ผมว่าที่นี่เป็นเมืองหนึ่งที่ Re-Paint กันเยอะมากครับ การ Re-Paint แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในโครงสร้างของอาคารนะครับ เพราะว่าสีที่ทาลงไปจะทำให้โครงสร้างอาคารมีอายุการใช้งานที่มากขึ้น เพราะจะปกป้องจากสภาวะอากาศรอบข้าง อย่างที่สิงคโปร์นี่มีความจำเป็นในการทาสีใหม่สูงครับ เพราะติดทะเล ไอเกลือเยอะ แถมฝนตก แดดแรง ตลอดปีครับ



_MG_2402.jpg picture by rink2



_MG_2429.jpg picture by rink2



_MG_2430.jpg picture by rink2



_MG_2432.jpg picture by rink2



_MG_2406.jpg picture by rink2



_MG_2416.jpg picture by rink2



_MG_2410.jpg picture by rink2



_MG_2417.jpg picture by rink2



_MG_2425.jpg picture by rink2



_MG_2426.jpg picture by rink2









ที่ China Town เพื่อนผมพาไปวัดแห่งหนึ่งสไตล์จีนครับ ผมไม่ทราบชื่อนะครับ แต่บอกว่าเพิ่งจะเปิดไม่นาน ยังเหม็นใหม่ ข้างในติดแอร์ ผมก็ลองเข้าไปดู สวยงามดีครับ แวะเข้าไปตากแอร์ไม่เสียเงินด้วย



China Town เป็นถนนคนเดินที่มีร้านค้ามากมาย มีอาหารที่น่าลิ้มลอง แต่ของขายริมทางนั้นไม่ต่างจากที่ฮ่องกงเลย และก็ Import มาจากจีน หรือไม่ก็เชียงใหม่ เพราะผมเห็นธูปหอม สินค้าที่ทำจากไม้ ที่ขายในเชียงใหม่ มาวางขายที่นี่เยอะมากครับ กะว่าถ้าไปคราวหน้าจะหอบไปขายส่ง ทำรายได้ดีกว่า ...



_MG_2428.jpg picture by rink2



จากนั้นเพื่อนผมกพาไปกินข้าวครับ ข้าวมันไก่ อร่อยดีครับ แต่ไก่มันจะแฉะๆ ผมก็ไม่ชอบเท่าไหร่ ชอบแบบที่บ้านเรามากกว่า ที่นี่ไก่ 1 จาน ราคา 10 SGD ครับ มีน้ำเต้าหู้อร่อยๆ ราคาแก้วละ 1 SGD อิ่มมากๆๆๆ แถมยังได้ลองขนมอีกหลายอย่าง รวมถึงส้มตำสิงคโปร์ด้วย แต่เพื่อนผมที่เป็นคนสิงคฌโปร์แท้ๆยังเถียงกันว่าที่สั่งมานี่ใช่หรือ??



_MG_2434.jpg picture by rink2



หลังจากอิ่มจากอาหารเย็นแล้วผมยังไปนั่งร้านขนมตามแบบ Local ต่ออีกครับ เป็นร้านขนมหวานแบบจีนๆ มีขนมหลายอย่าง มีเฉาก๊วย (Hebal Jelly) และผมได้สั่งขนมที่เป็นคล้ายๆพุดดิ้งมะม่วงครับ อร่อยดีครับ (ราคา 3.5 SGD) ผมแยกกับเพื่อนที่ร้านขนมนี้ และไปต่อยัง Bugis ครับ เป็นสถานที่ชอปปิ้งสำหรับวัยรุ่น หรือเทียบแล้วก็ประตูน้ำบ้านเรา เสื้อผ้าที่นี่ขายเยอะมาก แต่ยังไงก็สู้ประตูน้ำไม่ได้ครับ ทั้งราคาและดีไซน์



เดินวนเวียนสักพัก ก็นึกขึ้นได้ว่าต้องไปสถานที่สำคัญ ซึ่งผมได้สถาปนามันเอาไว้ว่าถ้าไม่ได้ไปที่นี่ ถือว่ามาไม่ถึงสิงคโปร์จริงๆ นั่งคือ Mustafa Shopping Centre ที่นี่เราต้องนั่ง MRT ไปยังสถานี Farrer Park ใครที่ชอบซื้อของห้ามพลาดครับ ของฝากทั้งหลายต้องมาซื้อที่นี่ เพราะราคาที่ขายในเมืองจะแพงมาก อย่างพวงกุญแจที่ผมเหมามาให้แม่ผม เอาไปแจกเพื่อนๆที่ทำงาน ผมซื้อมาในราคา 6 ชิ้น 10 SGD แต่ในเมืองจะขาย 3 ชิ้น / 10 SGD ครับ



นอกจากนี้ยังมีน้ำหอม ชอคโกแลต อีกมากมายที่ต้องซื้อครับ ต้องซื้อจริงๆ หมดเงินกับที่นี่ไป เกือบ 100 SGD แต่ได้ของมาฝากเพื่อนๆที่ทำงานทุกคนเลยครับ



ผมติดอยู่ในวังวนซื้อของที่มุสตาฟาอยู่ถึงสี่ทุ่มจึงกลับที่พักแล้วครับ วันนี้ของผมก็หมดลงไป ยังเหลืออีกสองวันแน่ะ เที่ยวไปเยอะเหมือนกันนะเนี่ย!!



To be continue ...

05 March 2008

Tom Dixon : ความสำเร็จของคนไม่จบปริญญา





Tom Dixon นักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่แวดวงดีไซน์รู้จักกันดี ได้ไปฟังเค้าพูดตอนงาน BODW ที่ฮ่งกง ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมาก แต่กลับมาได้อ่านเรื่องของเขาจากหลายๆที่ในเว็บ ก็แอบทึ่งนิดหน่อย



ความเป็นนักออกแบบของเขาไม่เหมือนคนอื่นๆ ไม่มีดีกรี เรียกได้ว่า ทำไปเพราะใจรักจริงๆ เพราะเค้าเองก็ไม่ได้เรียนจบอะไร (สักอย่าง) ใบประกาศด้านวิชาการอย่างเป็นทางการก็มีแค่ใบเดียวคือ "ประกาศนียบัตรวิชาซ่อมรอยบุ๋มบนพลาสติก" และเป็นแบบวันเดียวจบอีกต่างหาก แต่เค้าเจ๋งแค่ไหน ถึงขนาดได้ไปร่วมงานกับ Cappellini (บริษัทผลิตเฟอร์นิเจอร์ของอิตาลี) และยังได้เป็น Creative Director ของ Habitat อีก



ทำไมถึงเป็นขวัญใจ?

เพราะฮีชอบแจก .. Tom Dixon เคยบ้าจี้แจกเก้าอีกพลาสติก 500 ตัวที่ Trafalgar Square และปีที่แล้วพี่แกก็แจกโคมไฟประหยัดพลังงานอีก 1000 ดวงที่เดิมเช่นกัน



Photo





Photo from : http://wemadethis.typepad.com/we_made_this/2006/09/tom_dixon_chair.html



แค่แจกๆแล้วมีคนมาเอาไปนี่ มันแปลกตรงไหน มันแปลกนะ เพราะหากคุณเป็นนักออกแบบแล้วเอาเก้าอีกไปตั้ง 500 ตัว แต่ไม่มีใครเอาไปเลยสักตัว หรือเอาไปแบบ กูงก กูขอสักตัวเถอะ มันก็ไม่ใช่แนว แต่นี่ ไปแจกแล้วมีคนเข้าคิวรอค่อนวันครึ่งวัน เพื่อเอางานของเค้าไป (ได้ข่าวมาว่าปีที่แจกโคมไฟ มีการแจกบัตรคิวด้วย) และจะมีดีไซเนอร์บ้าจี้คนไหนอีกที่เอาผลงานตัวเองมาแจกกันแบบนี้



Tom Dixon ทำให้เราเห็นอะไรหลายๆอย่างของคนทำงาน การเรียนไม่ใช่ปัญหา แต่ Passionคือหนทางมากกว่า ...



Visit Tom Dixon's Website : www.tomdixon.net

03 March 2008

BODW 2007















BODW 2007

Business of Design Week

Asia's Leading Design Event


by Phanuphong Paothong



ในบรรดางาน Event ด้านการออกแบบทั่วโลกนั้น หากมองหางานใหญ่ๆในแถบเอเชียเราคงต้องไม่พลาดงานสำคัญอย่าง BODW หรือ Business of Design Week ที่จัดขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่ 2 แล้ว ณ เกาะฮ่องกง หากใครสงสัยว่าทำไมฮ่องกงถึงมี Design Event ที่สำคัญแบบนี้เกิดขึ้นได้ และประสบความสำเร็จมากขึ้นกว่าปีก่อน คงต้องยกความดีความชอบให้กับการให้ความสำคัญของการออกแบบ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งทั้งภาครัฐและเอกชนได้สนับสนุนงานนี้กันอย่างเต็มที่ และเมื่อเราได้เห็นผลงานและแผนงานในอนาคตที่เกี่ยวกับด้านงานออกแบบของฮ่องกงนั้น เราก็ไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าที่ฮ่องกง เป็นอีกคู่แข่งหนึ่งในวงการออกแบบทั่วโลก และน่าจับตามองอย่างยิ่ง



BODW 2007 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-15 ธันวาคม 2550 ที่ผ่านมา โดยมี Event ที่น่าสนใจและเหมาะสำหรับผู้คนในแวดวงออกแบบเป็นอย่างมาก ที่ไม่ควรพลาดเลยคือ BODW Forum ที่รวมเอา Speaker ระดับโลกมาบรรยายให้แก่ผู้เข้าร่วมงานกันอย่างเต็มอิ่ม จุใจ ถึง 3 วัน นักออกแบบที่ชื่อเสียงคุ้นหูอย่าง Marc Newson, Tom Dixon, Massimo Iosa Ghini และ Zaha Hadid นอกจากนี้ยังมี Speaker ท่านอื่นๆที่เป็นดาวเด่นในวงการออกแบบในภูมิภาคเอเชีย ตบเท้า เข้าแถวกันมาบรรยายที่งานนี้กันด้วย และยังมี Inno Asia ซึ่งเป็นการรวมเอาธุรกิจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านงานออกแบบของฮ่องกง และจากต่างประเทศมาเปิดบูธกันเพื่อแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูล และแสดงผลงานให้ผู้ร่วมงานได้ชม



ความเป็นมาของงาน BODW นั้นมาจากความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบทั้งหลาย ที่กำลังเป็นน่าจับตามองในธุรกิจหลายๆแขนง ซึ่งมองลึกลงไปในธุรกิจและอุตสาหกรรมใหญ่ๆของโลก ล้วนหนีไม่พ้นการออกแบบที่จะมีส่วนเกี่ยวข้องในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้านั้นๆ ซึ่งในงานนี้จะเน้นไปในด้าน Design Business ล้วนๆ ในปีนี้ BODW มี Partner Country คือประเทศอิตาลี ที่จะมาร่วมงานกับ BODW ในการช่วยกันเผยแพร่ข้อมูล และแลกเปลี่ยนแนวคิดต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบ ในครั้งนี้ทางประเทศอิตาลีได้นำเอานักออกแบบจากอิตาลี และธุรกิจที่มีงานดีไซน์มาเกี่ยวข้องหลายๆบริษัท เช่น Kartell และ Iosa Ghini Associates Architecture and Design มาบรรยายถึงแนวคิดในการสร้างงานออกแบบกับธุรกิจตามสไตล์ของอิตาลี ที่ผู้นำในการออกแบบที่สำคัญประเทศหนึ่งของโลก



สิ่งที่เรามองเห็นจากงานนี้อย่างชัดเจนคือ การสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐ อย่าง HKDC (Hong Kong Design Centre) ที่จัดงานนี้ขึ้นมาได้อย่างสมบรูณ์แบบ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจ และให้ความสำคัญเกี่ยวกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบโดยตรง ซึ่งในความเป็นจริงนั้นงานออกแบบอาจจะไม่สามารถจับต้องได้ หรือไม่สามารถตีมูลค่าเป็นตัวเงินให้เห็นได้อย่างชัดเจน แต่การที่หน่วยงานของรัฐให้ความสำคัญนั้นทำให้ธุรกิจนี้สามารถก้าวหน้าต่อไปได้อย่างก้าวกระโดด เราจะได้เห็นผลงานใหม่ๆของดีไซเนอร์ต่างๆ โครงการสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น ตลอดจนความเป็นมาของผลิตภัณฑ์ และกลยุทธทางการตลาดที่ใช้ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้จากงาน BODW นี้



กลับมาที่บ้านเรา ถึงแม้จะมี Event ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับงานออกแบบมากมาย แต่ก็ยังเป็นหน่วยเล็กๆของภาพรวมที่เราเห็น งานสำคัญอย่าง Bangkok Design Festival ยังคงเป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น ซึ่งเราอยากเห็นภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับงานออกแบบมากขึ้น และเปิดให้นักออกแบบและผู้สนใจในประเทศได้สัมผัสกับผลงานจากต่างประเทศ ซึ่งถือได้ว่าเป็นวิธีที่ดีอีกทางหนึ่งในการสร้างแรงบันดาลใจ ต่อยอดแนวคิดการออกแบบและธุรกิจให้แก่ประเทศของเราด้วย ในฉบับนี้เราเก็บภาพบรรยายการโดยรวมของ BODW 2007 มาฝากก่อน และฉบับหน้าเตรียมพบกับเจาะลึกเรื่องราวและผลงานของดีไซเนอร์และสถาปนิกจากงาน BODW 2007 รับรองว่าน่าสนใจและน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง