28 ธันวาคม 2550

ตื่นตอนตีสี่ครับ เครื่องจะออกเจ็ดโมง อาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ราวๆตีห้า นัดรถแท๊กซี่มารับที่บ้านตีห้าครึ่ง แท๊กซี่มาตรงเวลาด้วยครับมาตี 5 15 นาที ... เลยไปถึงสนามบินตอนตี 5 45 มีเวลานั่งๆนอนๆอยู่ที่แอร์พอร์ตสักสักแป๊ปก็ไปเชคอินกับ Air Asia ครับ นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่ได้นั่ง Air Asia ไปสิงคโปร์ ไม่เคยหวังอะไรมากอยู่แล้ว ขึ้นเครื่องบินได้ก็นอนต่อ ตื่นมาก็อยู่แวๆภูเก็ตละมั้ง แล้วก็ยาวไปจนถึงสนามบินชางฮีเลย

ไปเที่ยวครั้งนี้เน้นประหยัดครับ ตั๋วเครื่องบินขาไปราคาราวๆ 3000 บาท ขากลับอีก 2500 (กลับ Tiger นะ) เมื่อไปถึงสนามบินแล้วจัดแจงเอา Ezlink card อายุราวหมื่นปี (จริงๆมันกอายุประมาณ 5 ปีได้ละมั้ง) เป็น Ezlink ที่ใช้เมื่อคราวที่มาเที่ยวครั้งก่อน แถมยังได้รับตกทอดมาจากพี่โน๊ตอีกต่างหาก ไปเติมเงินที่รถไฟใต้ดิน สถานีสนามบินนี่แหละ เติมไป 10 เหรียญ แล้วก็นั่งรถไฟไปลงที่สถานีอัลจูนี่ ที่ใกล้ที่พักคือโรงแรมราคาประหยัดชื่อ Fragance Hotel สาขา Ruby สามารถเดินไปได้จากรถไฟฟ้าด้วย เลยเลือกที่นี่ เพราะจองไป 3 คินก็ราวๆ 4 พันบาทเอง
ไปถึงตั้งแต่เที่ยงๆ แต่เวลาเชคอินคือบ่ายสาม เลยฝากข้าวของแล้วออกไปที่รถไฟฟ้าต่อ มุ่งหน้าเข้าเมืองเลยครับ คิดถึงทาคาชิมาย่ามากๆ (ด้วยความกระแดะครับ เคยไปแค่คร้งเดียว) เพราะว่าที่นี่มี Food Court ที่อาหารหลากหลาย และคิดถึงลูกชิ้นปลาเนื้อเนียนที่หากินไม่ได้เลยที่เมืองไทยด้วยครับ นอกจากนี้ไอติมที่ขายที่ทาคาชิมาย่ายังอร่อยเอามากๆ (โคนละ 100 กินไป 2 โคน) ณ จุดนี้ยังไม่อยากเอากล้องออกมาถ่ายอะไรมากครับ มันใหญ่ อยากเดินไปเร็วๆมากกว่า
แต่สุดท้ายก็ไม่ได้กินข้าวที่ทาคาชิมาย่านะครับ ผมเดินมากินที่ Wisma แทน ที่ Food Republic ครับ ร้านอาหารที่ไปที่ไหนก็เจอ ได้กินก๋วยเตี๋ยวปลาทอด จืดมากๆ ราคา 3.5 เหรียญครับ มาพร้อมข้าว 1 ถ้วย แล้วก็เดินเข้าออกห้างแถวๆนั้นจนเริ่มเบื่อ อยากไปที่ East Coast Park ครับ ตั้งใจว่าจะไปให้ได้ เพราะว่าอยากไปเล่น Rollerblade ที่นั่น
จากในเมืองย่าน Orchard วิธีที่จะไป East Coast Park ได้คือนั่ง MRT ไปลงที่ Bedok ครับ แล้วเดินลัดเลาะมาที่ป้ายรถเมล์ ต่อรถแท๊กซี่ไปที่ East Coast Park ราคาแท๊กซี่ประมาณ 8 เหรียญครับ บอกเค้าว่าไปลงที่ McDonald's นะครับ ง่ายดี ที่ East Coast Park เป็นสถานที่พักผ่อนของชาวสิงคโปร์ครับ ที่นี่มีลานกิจกรรมมากมาย มีทุกอย่างที่ Recreation ให้เราได้จริงๆ ตั้งแต่ Cable Ski ลู่วิ่ง Skate ให้เช่า ห้องอาบน้ำ ชายหาด สนามหญ้า แล้วที่นี่ยังมีพื้นที่กว้างใหญ่มากๆ ทอดยาวไปตามชายหาดฝั่งตะวันออก ที่มุ่งตรงไปยังสนามบินครับ

ผมแวะดูร้านขาย Skate ที่นี่ แล้วเลือกคู่ที่ถูกใจ แบบลดราคา (199 เหรียญครับ) ซื้อกลับมาเลย หอบหิ้วมากๆ เพราะมันใหญ่พอสมควร หรือจะเช่าก็ตกราวๆ 10-20 เหรียญมั้งครับ ไม่แน่ใจเท่าไหร่ เล่นได้แป๊ปเดียวก็เหนื่อยครับ เพราะไหนจะกระเป๋า ไหนจะกล้อง ก็เลยนั่งพัก แล้วถ่ายรูปรอบๆ บรรยากาศที่นี่สบาย มีคนมาพักผ่อนเยอะมาก อยากให้เมืองไทยมีแบบนี้จังเลย



นั่งๆนอนๆ จนประมาณ 6 โมง ก็กลับไปที่โรงแรมครับ นั่งแท๊กซี่ยาวไปเลย หมดไปประมาณ 15 เหรียญ เก็บข้าวของ นอนพัก อาบน้ำแต่งตัว เตรียมบุกกลางคืนที่สิงคโปร์ครับ ....
จะมาเขียนต่อนะครับ :)


หลังจากที่กลับมาที่ห้องแล้วก็ต้องอาบน้ำอีกรอบครับ มันร้อนมากๆเลย ตั้งแต่เช้าแล้ว จากนั้นก็แต่งตัวออกไปเที่ยวต่อครับ เดินออกมาจากโรงแรมเพื่อไปยังนถไฟฟ้า MRT จุดหมายปลายทางคือสถานี Raffles Place ครับ

ขึ้นมาจากสถานีแล้วเดินออกมาที่ริมปร์ แหงนหน้าขึ้นมองตึกสูงบนเกาะแห่งนี้ ซึ่งกำลังถูกฉายไฟสาดส่องไปด้วยสีต่างๆ ทางริมฝั่งแม่น้ำสิงคโปร์นี้ หรือที่เรียกกันว่า Boat Quay เป็นสถานที่ ที่ไม่ควรพลาดที่จะไปเยี่ยมชมเลยเมื่อไปสิงคโปร์ โดยเฉพาะในยามค่ำคืน วันที่ผมไปปลายปีแล้ว แต่คนในสิงคโปร์ก็ยังดูไม่เยอะมากมาย ยืนถ่ายรูปอยู่รอบๆสักพักใหญ่ก็ไปหาอะไรกินดีกว่า ผมเดินไปเลียบๆ Boat Quay ก็พบว่ามี McDonald's อยู่ เลยไปกินที่นี่ ค่าอาหารประมาณ 4-5 SGD ครับ แต่ McDonald's สาขานี้ดู Vintage มากๆ เป็นตึกเก่าๆ สองชั้น ผนังทาสีเหลืองอ่อน และมีการตกแต่งด้วยเหล็กดัดอีก

ออกจาก McDonald's เดินเลียบ Boat Quay มาเรื่อยๆ ข้ามสะพานที่ใช้สัญจรข้ามแม่น้ำสิงคโปร์ ซึ่งในจุดนี้เราสามารถมองเห็นวิวของปากแม่น้ำ ที่ทอดยาวไปสู่โรงแรม Fullerton โรงแรมสุดสวยงามของที่นี่





ผมเดินลัดเลาะไปยังทางเดินริมแม่น้ำที่ผมเคยใช้เดินเล่นกับต้าร์สมัยที่มาเที่ยวสิงคโปร์ครั้งแรก แล้วเดินไปจนถึง Merlion ซึ่งก็เป็นอีกสถานที่ ที่ห้ามพลาดสำหรับการเที่ยวสิงคโปร์ครับ











วันนั้นที่ Merlion คนบางตา มีการจัดแสงสีฉายลงไปในทะเล ที่มีลูกบอลสีขาวคอยสะท้อนสีต่างๆจากสปอตไลท์ ทำให้ทะเลของสิงคโปร์มีสีสันงดงาม ต้อนรับการนับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่ด้วย ถ่ายรูปสิงโตพ่นน้ำคราวนี้ผมได้ลองเดินเข้าไปใกล้ๆตัวสิงโตด้วย











จากนั้นเดินข้ามสะพานมายัง Esplanade ครับ วันนั้นที่ Esplanade เวลาประมาณ 3 ทุ่ม จะมีการแสงดนตรีครับ เลยนั่งพัก เป่าแอร์ ฟังเพลงไปด้วย เป็นจุดหมายสุดท้ายของวันนั้น และหลังจากนั้นก็จะเดินทางกลับด้วยรถไฟฟ้า ซึ่งต้องเดินผ่านทางเชื่อมใต้ดินระหว่าง Esplande และสถานี City Hall ครับ
To Be Continue ...
วันที่ 29 ธันวาคม 2550
หลังจากที่กลับมาจากตะลุยเมืองแล้ว ผมเข้านอนราวๆ 5 ทุ่ม แต่รู้ตัวอีกที่ก็เกือบเที่ยงของวันนี้แล้ว หลับไปราวๆ 12 ชั่วโมงได้ ไม่รู้ตัวเลย จริงๆมันก็เหนื่อยมาก เพราะอากาศที่ร้อนอบอ้าว เหงื่อไหลตลอดเวลา น้ำก็กินไปไม่เยอะด้วย เช้าของวันนี้เลยประหยัดค่าอาหารไปได้ 1 มื้อ

เมื่อมาถึง City Hall MRT ก็จะเจอโบสถ์นี้นะครับ อย่าลืมแวะชม
เมื่อตื่นแล้ววันนี้มีแพลนว่าจะไป Fort Canning Park ครับ แต่จะไปแวะกินข้าวกลางวันที่ห้างสรรพสินค้าไอทีแถวๆ City Hall ที่พี่แอนเคยพาแพคกับต้าร์ไปกินครับ ผมมาลง MRT ที่สถานี City Hall ตอนบ่ายๆ และเข้าไปในห้างนั่นชื่อว่า Fu Nan ครับ (ฟูนาน) Food Court ที่เคยอยู่ชั้นใต้ดินมันหายไปแล้ว สุดท้ายพบว่ามันย้ายไปชั้น 5 นี่เอง วันนี้กินก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นครับ เป็นร้านที่เราสามารถเลือกลูกชิ้นเองได้ 5 อย่าง แล้วถ้าอยากใส่เพิ่มก + ชิ้นละ .50 ไปเรื่อยๆ ผมใส่มาเยอะแยะ เพราะชอบลูกชิ้นปลา แต่น้ำซุปจืดเอามากๆ น้ำปลาก็ไม่มี



Fort Canning Park อยู่หลังห้างนี่เองครับ กินข้าวเสร็จก็ไปเดินเล่นในนั้น ไม่คิดเลยว่ามันจะเหนื่อยมาก เพราะว่าต้องเดินขึ้นไป สู่งเท่ากับตึกรอบๆเลยนะ (5-6 ชั้น แต่มันชันขึ้นไปเะรื่อยๆ) ผมเดินแล้วก็เซ็งครับ ร้อนมาก คนก็ไม่มี ไม่มีอะไรเลยครับที่นี่ ไม่มีอะไรเลย แต่ก็ได้สูดอากาศหายใจโล่งๆ มองเห็นวิวแม่น้ำสิงคโปร์ที่ทอดผ่านข้างๆไปยังปากแม่น้ำ มองเห็นบันจี้จั๊มที่จัดให้เล่นอยู่แถวๆนี้







ผมเดินลัดเลาะไปทางด้านข้างของสวน มีสวนสมุนไพร มีดอกไม้บ้าง แล้วก็ข้ามถนนออกมาที่ด้านข้าง แต่ทันใดนั้นฝนก็ตกครับ ถ้ามาสิงคโปร์แล้วฝนไม่ตกถือว่าาไม่ถึงนะครับ ... ติดฝนอยู่ในอุโมงลอดใต้ถนนครับ สักครึ่งชั่วโมงได้ครับ
รอฝนหยุดผมเดินลัดเลาะไปตามถนน จนไปถึง Raffles City ห้างสรรพสินค้าที่ผมนัดกับเพื่อนชาวสิงคโปร์ไว้ Nicolas ครับ เดินเล่นในห้างไปสักแป๊ปที่นี่มีน้ำตกที่สร้างให้น้ำเป็นตัวหนังสือต่างๆได้ ดูแล้วเพลินดีครับ


ประมาณ 4 โมงเย็น Nicolas ก็มารับครับ เค้าจะพาผมไป China Town กัน เพื่อนผมพานั่งรถวนไปมา ผมก็เลยถามว่า นี่คือทางที่เราะจไปเหรอ มันดูอ้อมๆ แต่เค้าบอกว่า อ๋อจะให้ชมเมืองครับ ก็เลยเออ ออ ไป
เพื่อนผมพามายัง China Town ที่นี่มีตึกที่เป็นสถาปัตยกรรมเหมือนตึกในเมืองภูเก็ตเลยครับ หรือเรียกว่าแบบ ชิโนโปรตุกีส และยังมีตึกที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบ Victorian และ Baroque แต่ละตึกใช้สีสันที่สดใส ผมว่าที่นี่เป็นเมืองหนึ่งที่ Re-Paint กันเยอะมากครับ การ Re-Paint แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในโครงสร้างของอาคารนะครับ เพราะว่าสีที่ทาลงไปจะทำให้โครงสร้างอาคารมีอายุการใช้งานที่มากขึ้น เพราะจะปกป้องจากสภาวะอากาศรอบข้าง อย่างที่สิงคโปร์นี่มีความจำเป็นในการทาสีใหม่สูงครับ เพราะติดทะเล ไอเกลือเยอะ แถมฝนตก แดดแรง ตลอดปีครับ










ที่ China Town เพื่อนผมพาไปวัดแห่งหนึ่งสไตล์จีนครับ ผมไม่ทราบชื่อนะครับ แต่บอกว่าเพิ่งจะเปิดไม่นาน ยังเหม็นใหม่ ข้างในติดแอร์ ผมก็ลองเข้าไปดู สวยงามดีครับ แวะเข้าไปตากแอร์ไม่เสียเงินด้วย
China Town เป็นถนนคนเดินที่มีร้านค้ามากมาย มีอาหารที่น่าลิ้มลอง แต่ของขายริมทางนั้นไม่ต่างจากที่ฮ่องกงเลย และก็ Import มาจากจีน หรือไม่ก็เชียงใหม่ เพราะผมเห็นธูปหอม สินค้าที่ทำจากไม้ ที่ขายในเชียงใหม่ มาวางขายที่นี่เยอะมากครับ กะว่าถ้าไปคราวหน้าจะหอบไปขายส่ง ทำรายได้ดีกว่า ...

จากนั้นเพื่อนผมกพาไปกินข้าวครับ ข้าวมันไก่ อร่อยดีครับ แต่ไก่มันจะแฉะๆ ผมก็ไม่ชอบเท่าไหร่ ชอบแบบที่บ้านเรามากกว่า ที่นี่ไก่ 1 จาน ราคา 10 SGD ครับ มีน้ำเต้าหู้อร่อยๆ ราคาแก้วละ 1 SGD อิ่มมากๆๆๆ แถมยังได้ลองขนมอีกหลายอย่าง รวมถึงส้มตำสิงคโปร์ด้วย แต่เพื่อนผมที่เป็นคนสิงคฌโปร์แท้ๆยังเถียงกันว่าที่สั่งมานี่ใช่หรือ??

หลังจากอิ่มจากอาหารเย็นแล้วผมยังไปนั่งร้านขนมตามแบบ Local ต่ออีกครับ เป็นร้านขนมหวานแบบจีนๆ มีขนมหลายอย่าง มีเฉาก๊วย (Hebal Jelly) และผมได้สั่งขนมที่เป็นคล้ายๆพุดดิ้งมะม่วงครับ อร่อยดีครับ (ราคา 3.5 SGD) ผมแยกกับเพื่อนที่ร้านขนมนี้ และไปต่อยัง Bugis ครับ เป็นสถานที่ชอปปิ้งสำหรับวัยรุ่น หรือเทียบแล้วก็ประตูน้ำบ้านเรา เสื้อผ้าที่นี่ขายเยอะมาก แต่ยังไงก็สู้ประตูน้ำไม่ได้ครับ ทั้งราคาและดีไซน์
เดินวนเวียนสักพัก ก็นึกขึ้นได้ว่าต้องไปสถานที่สำคัญ ซึ่งผมได้สถาปนามันเอาไว้ว่าถ้าไม่ได้ไปที่นี่ ถือว่ามาไม่ถึงสิงคโปร์จริงๆ นั่งคือ Mustafa Shopping Centre ที่นี่เราต้องนั่ง MRT ไปยังสถานี Farrer Park ใครที่ชอบซื้อของห้ามพลาดครับ ของฝากทั้งหลายต้องมาซื้อที่นี่ เพราะราคาที่ขายในเมืองจะแพงมาก อย่างพวงกุญแจที่ผมเหมามาให้แม่ผม เอาไปแจกเพื่อนๆที่ทำงาน ผมซื้อมาในราคา 6 ชิ้น 10 SGD แต่ในเมืองจะขาย 3 ชิ้น / 10 SGD ครับ
นอกจากนี้ยังมีน้ำหอม ชอคโกแลต อีกมากมายที่ต้องซื้อครับ ต้องซื้อจริงๆ หมดเงินกับที่นี่ไป เกือบ 100 SGD แต่ได้ของมาฝากเพื่อนๆที่ทำงานทุกคนเลยครับ
ผมติดอยู่ในวังวนซื้อของที่มุสตาฟาอยู่ถึงสี่ทุ่มจึงกลับที่พักแล้วครับ วันนี้ของผมก็หมดลงไป ยังเหลืออีกสองวันแน่ะ เที่ยวไปเยอะเหมือนกันนะเนี่ย!!
To be continue ...