เมื่อวานได้ไปสัมมนาเล็กๆครับ ที่โรงแรมนาราย สีลม เป็นสัมมนาเรื่อง DTP 2008 , The Printing future of Graphic Design อัพเดทวงการกราฟฟิคบ้านเราเสียหน่อย (ตัวเองก็ตามไม่ทัน)
งานนี้ได้ฟังเรื่องราวใหม่ๆมากมายครับ โดยเฉพาะเรื่องของกราฟิคจากคุณสุชาติ พงศ์ดำรง (อัมรินทร์ พริ้นติ้ง) ที่มาพูดเกี่ยวกับเรื่อง Work Flow และ Digital Process ต่างๆที่คนทำงานกราฟิคต้องเข้าใจ (เข้าใจตัวเอง และต้องเข้าใจโรงพิมพ์ด้วย) เนื่องจากคุณสุชาติ มาจากสายงานด้านงานพิมพ์โดยเฉพาะ จึงทำให้รู้เรื่องราวของโรงพิมพ์ แท่นพิมพ์มากขึ้น ในการทำงานฐานะกราฟิคดีไซเนอร์นั้นเราต้องพยายามทำตาม standrad ของคนอื่นๆด้วยครับ บางคนที่คุณสุชาติเล่ามาก็แปลกมิใช่น้อย อย่างการฝังงานกราฟิคจำนวน 80 หน้าลงไปในไฟล์เดียวกัน (เคยทำนะ แต่ไม่สำเร็จ อิอิ) หรือเรื่องการจัดการด้านสภาพแวดล้อม แสงที่เหมาะแก่การนั่งทำงานด้านกราฟิค ยกตัวอย่างเช่นหลอดไฟที่ใช้ควรมีค่าอุณหภูมิแสงที่ 6500 องศาเคลวิน (เพราะที่หน้าจอ monitor เรามีอุณภูมิแสงเท่านั้นไง) อันนี้ก็เป็นตัวอย่างนิดหน่อยครับ
ต่อมาได้ฟังคุณปิยะฉัตร แกหลง เกี่ยวกับ Photoshop for Graphic Designer ครับ ได้มาสอนเทคนิคเล็กๆน้อยๆที่จะทำให้ภาพถ่ายของเรามีคุณภาพที่ดี และเหมาะแก่การนำไปใช้ครับ เช่นการเลือกค่า RGB ในกล้อง และในเครื่อง sRGB หรือ AdobeRGB? และก็วิธีปรับแก้ไขภาพที่เสีย หรือมีปัญหาครับ
และสุดท้ายเป็นการนำเสนอ Software Keylock ที่สามารถใช้แก้ไข้ภาษาไทยในโปรแกรม Adobe ทั้งหลาย ก็ถือว่าเป็นโปรแกรมหนึ่งที่ใช้งานได้อย่างสะดวกมากครับ สำหรับคนที่ต้องใช้ Adobe เป็นอาชีพอย่างผมและคนอื่นๆด้วย
รายละเอียดของงานสัมมนามีปลีกย่อยอีกเยอะ แล้วก็ได้ไปยก Mac Book Air เล่นอีกแล้ว ชอบจริงๆ บางมากมาย ขอจบเพียงเท่านี้ก่อนนะครับ แหะๆ
29 February 2008
DTP 2008 , The Printing future of Graphic Design
24 February 2008
ร้านอาหารริมทางที่ฮ่องกง
หิวจัง แต่เช้ายังไม่ได้กินอะไรเลย

อยู่ๆก็อยากกินไอ้ร้านนี้ขึ้นมา นึกถึงตอนไปเยือนฮ่องกง เกาะสวรรค์ของอาหารการกิน ก็เข้าใจถึงคำพูดที่ว่า อาหารฮ่องกงนั้นสุดยอดเพียงใด จริงๆมันก็ไม่ได้อร่อยไปหมดทุกอย่างที่กิน แต่รู้สึกว่า 8 ใน 10 ของ อาหารที่นำเข้าปากจะอร่อยเป็นพิเศษ

ร้านอาหารริมทางในฮ่องกงมีให้เห็นได้ทุกมุมถนน หากเป็นอาหารเช้าก็คงหนีไม่พ้นร้านขายโจ๊ก ปาท่องโก๋ ราคาชามละ 20-25 เหรียญ เนื้อโจ๊กเนียนนุ่มดุจใยไหม (มันเป็นแบบนี้จริงๆ)
กลับมาที่อาหารในภาพ หากแวะไปเที่ยวฮ่องกงคงหาร้านแบบนี้ได้ไม่ยากนัก มีให้เห็นในแทบทุกถนน แม้ในย่านธุรกิจอย่างหวั่นไจ๋ ก็ยังมีร้านแบบนี้ให้ได้กินกันตอนกลางวัน
อาหารที่อยู่ในแผงพวกนี้เหมือนลูกชิ้นต่างๆนานา ที่พิเศษคือปลาหมึก ที่สดมากๆ กัดแล้วกรอบ กรุบๆ พวกเสียบๆไม้พวกนี้สั่งไม่ค่อยจะเป็นหรอก อาศัยทำมือวิ้งๆ แล้วก็ได้มากิน ราคาก็จำไม่ได้ อาจจะเริ่มที่ 10 เหรียญ

ปลาหมึกเสียบไม้หอมอร่อยนี้จะถูกไปต้มในน้ำซุปที่ข้นเหมือนแกง มีรสเผ็ดร้อน แต่ไม่เผ็ดแบบแกงไทย ยิ่งกินก็ยิ่งอร่อย จึงไม่แปลกที่กว่าจะได้ซื้อต้องไปยืนต่อคิวหลายคน ถึงแม้จะมีร้านแบบนี้ให้เลือกหลายสิบร้าน แต่คนก็เยอะไปเสียทุกหนแห่ง

รูปที่ได้มานี่ก็ได้มาพร้อมภาษามือว่า ห้ามถ่ายรูป จะห้ามไปทำไม ของอร่อยแบบนี้ต้องถ่ายมาเผยแพร่ให้ผู้คนได้รู้จักกัน จะงกไปถึงไหน
เวลา 6:55:00 AM 1 Comment(s) Links to this post
Tag travel
คอนแทคเลนส์
ปีนี้เป็นปีที่ 10 แล้วที่เราใส่คอนแทคเลนส์มา ในชีวิตปกตินั้นเราจะใส่คอนแทคเลนส์เฉพาะเวลาออกนอกบ้าน ส่วนกลับบ้านก็จะถอดออกและใส่แว่นแทน หลายปีที่ผ่านมาเราตั้งคำถามกับตัวเองว่าคอนแทคเลนส์ปลอดภัยจริงหรือ แต่ก็ถามไปถามมาจนล่วงเลยมาเป็นปีๆ เราพบว่าคอนแทคเลนส์กับเรามีปัญหากันอยู่เนืองๆ แต่ก็มักจะจบลงได้ด้วยดี
เราใส่คอนแทคเลนส์แบบ Soft และเป็นรายเดือนมาโดยตลอด ไม่เคยใส่แบบถาวร และแบบแข็งเลย เราว่าแบบรายเดือนนี่แหละเหมาะกับเราดี เพราะว่าถ้าใส่แบบถาวรรายปี เราอาจจะโมโหแล้วฉีกมัน (เหมือนที่เราทำกับคอนแทคเลนส์รายเดือน) หรือทำมันหายตอนไปเที่ยว ทำตกน้ำ หายไปในอ่างล้างหน้า ฯลฯ
ปัญหาที่เราเคยพบเจอกับคอนแทคเลนส์บ่อยๆคือ..
1. ใส่แล้วมันไม่ติด ... เอ่มม มันจะบ้านะ คอนแทคเลนส์แปะไปบนตาแล้วแม่งไม่ติดเนี่ย เราก็ไม่รู้เพราะอะไร กรณีต้องจับล้างน้ำ มักจะหาย
2. คอนแทคเลนส์หาย ... มักจะพบมันตกอยู่ตามพื้นนี่แหละ แต่ก็เคยหล่นหายต่อหน้าต่อตาก็มี
3. คอนแทคเลนส์หาย .. เข้าไปในลูกตา .. อันนี้ advance นานๆเจอที คือเวลาตาแห้งมากๆ มักจะทำให้คอนแทคเลนส์มันไม่ติดกับส่วนโค้งของตา แล้วบางทีเผลอไปขยี้ตา พี่แกหลุดเข้าไปหลังลูกตา จริงๆ นะ มันเข้าไปจริงๆ กลัวมาก กลัวว่ามันจะไปแปะที่สมองอันน้อยนิดของข้าพเจ้า กรณีนี้ให้เหลือกตาไปในทิศทางตรงข้ามกับที่มันติด แล้วมันจะโผล่ออกมา ..
4. คอนแทคเลนส์นัดพบปะสังสรรค์กับขนตา ... อันนี้ทรมาณมาก ต้องถอดสถานเดียว เมื่อใดก็ตามทีขนตาร่วงไปในคอนแทคเลนส์ มันจะรักกันมาก จะจูบดูดดื่มไม่ปล่อยจากกันเลย ต้องถอดออกมาตบล้างน้ำสักฉาดสองฉาด
5. คอนแทคเลนส์ติดตา ... อันนี้ก็เกิดบ่อยๆเวลาใส่คอนแทคเลนส์แล้วเผลอนอนไป ตื่นมาอีกทีมันจะเกาะติดหนึบมาก เอาน้ำยาหยอดแล้วก็ยังเหนียวติดลูกตา เหมือนเอาสก๊อตเทปไปแปะที่ตาแล้วดึงออก ตาแทบหลุดออกมาด้วยแหละ6. คอนแทคเลนส์ขาด .. พวกนี้ขี้ใจน้อย ขยี้แรงหน่อยขาด พอขาดแล้วก็ต้องเปลี่ยนใหม่หมดทั้งสองข้างเลย เปลืองจริงๆ
สำหรับคนที่อยากใส่คอนแทคเลนส์ก็ลองใส่กันได้นะ ไม่อันตรายอะไรหรอก เพียงแต่ต้องดูแลรักษา จู้จี้กับมันหน่อย แล้วอีกหน่อยมันจะเป็นนิสัยเลยนะ ว่าก่อนออกจากบ้านต้องใส่คอนแทคเลนส์ ก่อนนอนต้องถอด ล้างมือก่อนใส่ ก่อนถอด แช่น้ำยาตอนนอน ต้องคอยซื้อใหม่ ซื้อน้ำยา ไปต่างจังหวัดต้องเอาน้ำยาติดตัว ใครตาแห้งต้องหาน้ำตาเทียมมาหยอด ขึ้นเครื่องบินก็ต้องเตรียมหยอดตาไว้เยอะๆ แค่นี้เองทำได้ไหมละจ๊ะ
ผู้โดยสารที่น่ารำคาญที่สุดบนเครื่องบิน
ถ้าเดินทางด้วยเครื่องบินกันบ่อยๆคงรู้ดีนะครับว่าเรามักจะเจอท่านผู้โดยสารที่น่ารำคาญที่สุด และมันก็มีหลายรูปแบบด้วย สงสารคุณแอร์กี่ที่ต้องทำหน้ายิ้มๆ แต่บริการผู้โดยสารที่กวนประสาทมากมาย ก็พอจะสรุปได้ว่ามีผู้โดยสารแบบไหนที่น่ารำคาญ ทั้งจากประสบการณ์ตรง และจากคำบอกเล่าของเหล่าเพื่อนสาวที่เป็นแอร์กันนะครับ (มีเพื่อนเป็นแอร์มากกว่า 10 คน มันไปทำอาชีพนี้กันหมดแล้ว ...)
1. มนุษย์ห้องน้ำ
สัญญาณรัดเข็มขัดดับปุ๊ป พวกนี้ก็เด้งปั๊บบบ นัยว่าอั้นมาตั้งแต่ตรวจพาสปอด จริงๆมันก็ห้ามไม่ได้ใช่ไหมละว่าคุณจะปวดฉี่ปวดขี้กันตอนไหน แต่ก่อนขึ้นเครื่องทำไมผมวิ่งไปห้องน้ำสำรวจความเรียบร้อยของกระเพาะปัสสาวะทุกครั้ง เพราะว่าไม่อยากขึ้นไปแล้วปวดขึ้นมาทันที การลุกเดินบนเครื่องไม่ใช่เรื่องสนุกนะครับ แต่เขาเหล่านี้สามารถ ก็ไปห้ามเค้าไม่ได้หรอกครับ แต่บางคนลุกมาเข้าห้องน้ำสามครั้งในเส้นทางกรุงเทพฯ ภูเก็ต ... ถี่จริงๆ เวลาเค้าจะเดินไปห้องน้ำเค้าก็จะต้องเบียดคนที่นั่งข้างๆด้วยสินะ ... ไม่สงสารเราบ้าง
2. มนุษย์กระแทก
นึกว่าตัวเองอยู่ในโรงหนังซะงั้นแหละ แต่พวกนี้ชอบกระแทกเบาะครับ กระแทกอยู่ได้ บางทีต้องหันไปมองหน่อยว่าที่นั่งมันแคบหรือว่าคนมันตัวใหญ่กันแน่ แต่ก็สงสารบางคนที่ตัวใหญ่ ตัวยาว นั่งแล้วเข่าชนเบาะนะครับ อันนี้พอให้อภัย แต่ถ้าเป็นพวกนั่งดิ้นไปดิ้นมาก็กรุณาเถอะ อย่ามากระแทกบ่อยๆ มันเสียวตูดดดดด
3. มนุษย์ช่างพูด
ขึ้นเครื่องบินแล้วไม่มีใครห้ามพูดหรอกครับ ผมเองก็พูดกับคนข้างๆ แต่พวกที่พูดแบบ ... พยายามให้คนอื่นได้ยิน (ตั้งใจหรือเปล่านะ) นี่มันน่ารำคาญครับ เราสามารถพูดในระดับเสียงที่พอเข้าใจกันได้สองคนครับ ไม่เห็นจำเป็นต้องเผื่อแผ่ไปให้คนรอบข้างเลย วันนั้นเป็น Flight ฮ่องกง ครับ คุณลุงข้างหลังถอยไปสามแถว พูดดังมากกกก ขนาดแทรกผ่านเสียงเครื่องยนต์มาได้ถือว่าดังระดับที่ต้องเวรคืนที่ดินกันเลย แล้วเนื้อหาก็คือ เค้ารู้จักคนใหญ่คนโต ก็เลยพูดๆๆๆ อยู่ได้
4. มนุษย์ช่างขอ
ขอสิ่งที่เราควรได้ในบริการไม่ผิดครับ แต่ขอมากกว่าความต้องการนี่ .... เพื่อนเคยเล่าว่าเจออีลูกช่างขอครับ เพื่อนทำงานให้สายการบินตะวันออกกลางที่หรูหราแห่งหนึ่ง บนเครื่องนั้นปกติเธอจะไม่พูดไทย แต่ถ้ามีเส้นทางบินผ่าน กทม ไปที่อื่น เธอก็พูดไทยกับผู้โดยสารได้ ทีนี้มีคุณน้าคนหนึ่งนั่งมาด้วย พอเธอเห็นเพื่อนผมเป็นคนไทยเท่านั้นแหละ เธอปฎิบัติการล่าสมบัติทันทีครับ
"น้องคะ คนไทยหรือคะ สวยนะคะ ..... พี่ขอของเล่นให้ลูกได้ไหม"
เพื่อนผมก็ใจดีครับ ได้ค่ะ เดี๋ยวเอามาให้นะคะ พอเอามาให้สักพัก คุณน้าเริ่มขอถี่
"พี่ขอไพ่ได้ไหมคะ... พี่ขอไวน์ (ล่อไวน์เลยเว้ย) ขวดนึงได้ไหมคะ พี่ขอเหล้าขวดเล็กๆได้ไหมคะ อ้อมีโค้กขวดแปลกๆพี่ขอไปด้วยแล้วกัน"
เพื่อนผมก็ให้เท่าที่ให้ได้แหละครับ อย่างของเล่นเด็กนี่คงไม่โหลดมาเยอะแยะหรอก หมดก็หมดกัน ไพ่ก็ไม่มีแล้ว เดินกลับมาบอกคุณน้าว่าหมดแล้ว คุณน้าเธอกลับต่อว่าเพื่อนผมว่างก ไม่บริการคนไทย อ้าวววว คุณน้านี่วอนโดนตบเสียแล้ว
เรื่องช่างขอเนี่ยมันมีให้เล่าเยอะครับ แล้วบางทีคุณแอร์กี่เธอก็ไม่ได้อยากให้หรอก เพราะอะไรรู้ไหมครับ พอคุณน้าคนเมื่อกี้ได้ของเล่นไปแล้ว ผู้โดยสารรอบข้างต่างมองด้วยความอิจฉา ทันใดนั้นเกิดอาการขอของเล่นให้ลูกเป็นโรคระบาดครับ พอหมด หรือไม่มีแบบที่อยากได้ เกิดอาการตบตีแย่งชิงกันในหมู่เด็กๆอีก เห้อ....
ผมเคยขึ้นการบินไทยครับ แล้วเจอเพื่อนเป็นแอร์ในเที่ยวบินนั้น ด้วยความปากไวผมบอกว่า แก.. ชั้นขอขนมกลับบ้าน จริงๆผมพูดเล่นนะครับ จะแซวมันว่าผมจะเอาขนมไปขายต่อซะหน่อย ไม่กี่นาทีต่อมา ชีเดินมาแล้วยกขนมมาให้ 4 ชุด เอ่มมม ... นี่ก็ใจดีไปแล้ว ผมเลยขอถุงใส่เพิ่มซะเลย อ้าวว กูก็ขอเว้ย
5. กุมารทอง
อย่าตกใจครับไม่ใช่เรื่องผีแต่อย่างใด แต่ผมมักจะเจอกุมารทองในเที่ยวบินบ่อยๆ ใครนะช่างปล่อยลูกหลานให้วิ่งเล่นในเครื่องบิน มันอันตรายนะครับ ทุกอย่างบนเครื่องบินมันอันตรายได้ทั้งนั้น หากลูกคุณวิ่งเล่นอยู่แล้วเกิดเทอบูแล้นขึ้นมา ลูกคุณอาจจะลอยตีลังกา 360 องศาแล้วไปตกอยู่ที่รถเข็นก็ได้ครับ
ที่บอกว่ากุมารทองเพราะอะไรน่ะเหรอ เคยไหมครับ นั่งบนเครื่องบิน หลับตา ได้ยินเสียงคนวิ่งผ่านแขนไป ฉับ ฉับ ฉับ ลืมตาขึ้นมาอีกที หายไปแล้ว !!!!!!!!!!!!!!!!!!!! โอวววววว กุมารทอง
6. มนุษย์สี่คูณร้อย
เราจะพบชนกลุ่มนี้ได้ที่หน้า gate ขึ้นเครื่อง ดูง่ายมากครับ พวกนี้จะนั่งหน้าๆ พอสนามบินประกาศให้ขึ้นเครื่องได้ คุณจะเห็นคุณๆพวกนี้ วิ่งเหมือนจะไปซื้อของลดราคา แต่ไปต่อแถวก่อนใครเพื่อน ไม่ว่าจะได้นั่งตรงไหน เธอจะต้องขึ้นก่อนให้ได้ แล้วนรกมากๆ ถ้าคุณไปขึ้นแอร์เอเชีย เพราะคุณๆพวกนี้จะไม่ไว้หน้าคุณเลยครับ ถ้าเหยียบคุณแล้ววิ่งไปต่อแถวก่อนใครได้ เค้าก็จะทำ บางทีขึ้นการบินไทยระบุที่นั่งชัดเจน คุณป้า 4x100 พวกนี้ก็ยังต้องขึ้นก่อนให้ได้ (ผมไม่สนเท่าไหร่ เพราะเข้าเลือกที่นั่งด้วยตัวเองเสมอ) หลังจากเครื่องจอดแล้ว แต่ยังไม่ถึง gate คุณป้าพวกนี้ก็ปลดเข็มขัด เตรียมหยิบของแล้ว แล้วจะต้องออกไปก่อนเสมอ ผมก็เลยเซ็งๆกับป้าๆ พวกนี้ครับ ไม่รู้จะแข่งอะไรกัน ...
จริงๆผมมีเรื่องเล่าจากเครื่องบินเยอะมากครับ ผมมีเพื่อนเป็นแอร์กี่หลายคนเลย มีเรื่องทั้งดีและไม่ดี ไว้จะไปเม้าท์แล้วเอามาเล่าให้ฟังอีกครับ แต่อยากให้เข้าใจว่าทำไมเครื่องบินถึงให้เรารัดเข็มขัดตลอดเวลาที่นั่งอยู่ เพราะว่าเครื่องสามารถสั่นอย่างรุนแรงได้ทุกเมื่อครับ หรือถ้าลงจอดแล้วทำไมยังไม่ให้ปลด ก็เพราะว่าอุบัติเหตุมันเกิดขึ้นได้ตลอด ถ้าจำกันได้ไม่นานมานี้สายการบินหนึ่ง ล้อหน้าหัก ขณะที่จอดที่หน้า gate แล้ว ลองคิดดูสิครับหากคุณนั่งอยู่แต่ไม่รัดเข็ดขัดตอนล้อหน้ามันหัก คุณอาจจะเด้งไปมาในเบาะตัวเองก็ได้ครับ ปลอดภัยไว้ก่อนนะครับ
23 February 2008
Figure skating : a dangerous sport
Footage of many Figure Skating performance showing how dangeroues it is..
เวลา 8:07:00 AM 0 Comment(s)